20 ร้านอาหารญี่ปุ่นเมนูปู (Crab) ลิ้มลองความหวานของปูตัวโต

12.09.2025 (Updated: 27.03.2026)
20 ร้านอาหารญี่ปุ่นเมนูปู (Crab) ลิ้มลองความหวานของปูตัวโต

บทความนี้ขอเอาใจคนที่รักเมนูปูแบบสุด ๆ เนื้อปูสด ๆ หวาน ๆ กับมันปูรสเข้มข้นคือบอกเลยว่าฟิน เป็นอีกเมนูที่เรียกว่าอยู่ในระดับพรีเมียมเลยก็ว่าได้ ร้านอาหารญี่ปุ่นหลาย ๆ ร้านมักจะจัดโปรโมชั่นหรือมีเมนูพิเศษจากปูมาใด้ได้ทานเสมอ ใน 20 ร้านอาหารญี่ปุ่นที่มีเมนูจากปูตัวโตๆ จะมีร้านไหนบ้างที่จะได้ทานปูแบบเต็มอิ่ม ไปอ่านกัน

1. Kemuriya

Kemuriya นำเสนอประสบการณ์การกินดื่มที่ถอดแบบมาจากจังหวัดฟุคุอิได้อย่างสมจริง โดยเน้นการปรุงอาหารสไตล์คัปโปะที่เปิดโอกาสให้เราได้นั่งแถวหน้าชิดขอบเคาน์เตอร์ไม้เพื่อชมทักษะการใช้ไฟและเทคนิคการทำอาหารของเชฟอย่างใกล้ชิด ภายในร้านตกแต่งด้วยบรรยากาศที่ให้ความรู้สึกพรีเมียมแต่ยังคงความอบอุ่น เรียบง่ายสไตล์ญี่ปุ่นดั้งเดิม เหมาะสำหรับการมานั่งละเมียดรสชาติอาหารในค่ำคืนที่พิเศษ ความโดดเด่นที่ทำให้ร้านนี้ต่างจากที่อื่นคือความเชี่ยวชาญในการหยิบจับวัตถุดิบตามฤดูกาลมานำเสนอผ่านปรัชญาการทำอาหารที่เน้นดึงรสสัมผัสจากธรรมชาติออกมาให้ได้มากที่สุด ใครที่กำลังมองหามุมสงบย่านสุขุมวิท 39 เพื่อดื่มด่ำกับวัฒนธรรมอาหารญี่ปุ่นแบบลึกซึ้ง ร้านนี้ถือเป็นตัวเลือกที่ตรงโจทย์มาก

จุดเด่นที่ทำให้เหล่านักกินต้องมาเช็คอินคือสารพัดเมนูปูสุดพรีเมียม โดยเฉพาะปูเอจิเซ็นซึ่งเป็นของดีขึ้นชื่อระดับตำนานส่งตรงจากท้องทะเลฟุคุอิ เชฟจะนำมาปรุงด้วยความร้อนที่พอเหมาะจนได้เนื้อปูที่หวานฉ่ำและมีกลิ่นหอมเฉพาะตัว นอกเหนือจากปูที่เป็นตัวชูโรงแล้ว เมนูข้าวอบหม้อดินของที่นี่ก็ขึ้นชื่อเรื่องความหอมละมุนของเมล็ดข้าวที่ซึมซับรสชาติจากวัตถุดิบหลักได้อย่างดีเยี่ยม รวมถึงซูชิและซาชิมิที่คัดเฉพาะปลาเกรดดีที่สุดในแต่ละวันมาเสิร์ฟ ทุกจานผ่านกระบวนการคิดและพิถีพิถันในรายละเอียด ทำให้รสชาติที่ออกมามีความสมดุลและสร้างความประทับใจได้ตั้งแต่คำแรก

ราคาโดยเฉลี่ยต่อหัวสำหรับการมาทานที่นี่จะเริ่มต้นที่ประมาณ 1,000 บาทขึ้นไป โดยขึ้นอยู่กับประเภทของวัตถุดิบและคอร์สอาหารที่เลือกสั่งในช่วงเวลานั้นๆ

Kemuriya

เวลาทำการ

อ.-อา. 17:00–0:00 น., ปิดทุกวันจันทร์

ที่อยู่

14 2 Soi Prommit แขวงคลองตันเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพมหานคร 10110

หน้ารายละเอียดร้าน

https://aroimaru.com/restaurants/kemuriya/

2. Taraba Prime Japanese Restaurant

Taraba Prime Japanese Restaurant คือจุดหมายปลายทางสำหรับใครที่อยากสัมผัสรสชาติของปูทาราบะแบบส่งตรงจากญี่ปุ่นในบรรยากาศที่เงียบสงบและเป็นส่วนตัวมากขึ้น ภายในร้านตกแต่งอย่างเรียบหรูสไตล์โมเดิร์นเจแปนนิสที่เน้นความโปร่งสบายและดูสะอาดตา ทำให้รู้สึกผ่อนคลายทันทีที่ก้าวเข้าไป จุดที่ทำให้ร้านนี้มีความพิเศษกว่าที่อื่นคือความใส่ใจในการเลือกใช้ปูสดตัวโตมาโชว์ให้เห็นกันแบบตัวเป็นๆ ก่อนจะนำไปปรุง ซึ่งช่วยสร้างความมั่นใจในเรื่องความสดใหม่ได้เป็นอย่างดี เหมาะสำหรับการนัดมานั่งสังสรรค์ในโอกาสสำคัญหรือมื้อพิเศษที่ต้องการเน้นคุณภาพของวัตถุดิบเป็นหัวใจหลัก

เมนูเด็ดที่ห้ามพลาดคือขาปูทาราบะย่างถ่านที่ส่งกลิ่นหอมกรุ่นมาแต่ไกล โดยทางร้านใช้เทคนิคการย่างที่ช่วยดึงความหวานตามธรรมชาติของเนื้อปูออกมาได้อย่างเข้มข้น หรือถ้าใครชอบความชุ่มฉ่ำต้องลองแบบนึ่งที่เนื้อปูจะมีความนุ่มเด้งเป็นพิเศษ นอกจากนี้ยังมีเมนูที่รวมความฟินอย่างมันปูย่างในกระดองที่รสชาติมันเข้มข้นสะใจ ข้าวผัดปูที่อัดแน่นไปด้วยเนื้อปูเน้นๆ และไข่ตุ๋นมันปูเนื้อเนียนนุ่มที่ละลายในปาก ความโดดเด่นของอาหารที่นี่คือการนำเสนอเมนูที่เน้นรสสัมผัสแท้จริงของปูยักษ์โดยไม่ปรุงแต่งรสชาติจนเกินไป ทำให้ทุกคำที่ทานเข้าไปสัมผัสได้ถึงความพรีเมียมอย่างแท้จริง

สำหรับงบประมาณในการมาอิ่มอร่อยที่ร้านนี้ ราคาเฉลี่ยต่อหัวจะเริ่มต้นอยู่ที่ประมาณ 1,500 บาทไปจนถึง 3,000 บาทขึ้นไป ซึ่งถือว่าคุ้มค่ามากเมื่อเทียบกับขนาดและคุณภาพของปูนำเข้าที่หาทานได้ยากในเกรดระดับนี้

Taraba Prime Japanese Restaurant

เวลาทำการ

จ.-ศ. 11:00–14:00 น. และ 17:00–23:00 น.

ส.-อา. 11:00–23:00 น.

ที่อยู่

เลขที่ 1 ซ. สุขุมวิท 20 แขวงคลองเตย เขตคลองเตย กรุงเทพมหานคร 10110

หน้ารายละเอียดร้าน

https://aroimaru.com/restaurants/taraba-prime-japanese-restaurant/

3. Kappo Tomo

Kappo Tomo เปิดมิติใหม่ของการนั่งทานอาหารญี่ปุ่นที่เน้นความใกล้ชิดระหว่างเชฟกับคนทานผ่านสไตล์คัปโปะที่มีเสน่ห์เฉพาะตัว ภายในร้านออกแบบมาให้มีความเป็นส่วนตัวสูงและดูเท่แบบมินิมอลแต่ยังแฝงความหรูหรา ไฮไลท์สำคัญคือที่นั่งบริเวณเคาน์เตอร์ยาวที่เปิดโอกาสให้เราได้เห็นทุกจังหวะการสะบัดมีดและการปรุงอาหารอย่างละเอียดลออ สิ่งที่ทำให้ที่นี่ต่างจากร้านอื่นคือความจริงจังในการคัดเลือกวัตถุดิบตามฤดูกาลที่ส่งตรงจากญี่ปุ่นแบบวันต่อวัน บรรยากาศโดยรวมจึงไม่ใช่แค่การมาทานข้าวแต่เหมือนมานั่งดูโชว์ศิลปะการกินที่ทำให้มื้ออาหารสนุกและมีเรื่องราวมากขึ้น

เมนูที่ถือเป็นทีเด็ดและเป็นเหตุผลหลักที่สายกินต้องรีบจองคิวมาคือปูทาราบะไซส์ยักษ์ที่เชฟจะนำมาโชว์ตัวให้เห็นความสดก่อนจะนำไปรังสรรค์เป็นจานพิเศษ เนื้อปูของที่นี่มีความหวานฉ่ำเป็นพิเศษและแน่นเด้งสู้ฟัน ไม่ว่าจะเป็นการย่างถ่านจนหอมกรุ่นหรือการนำมาทำเป็นเมนูข้าวอบที่ดึงเอามันปูออกมาผสมผสานกับข้าวญี่ปุ่นจนเข้มข้น นอกจากนี้ยังมีเมนูคอร์สที่สลับเปลี่ยนไปตามวัตถุดิบที่ดีที่สุดในแต่ละเดือน เช่น อูนิเกรดประมูล หรือปลาทะเลหายากที่เชฟนำมาปรุงด้วยเทคนิคสมัยใหม่แต่ยังคงรสสัมผัสแบบดั้งเดิมเอาไว้ได้อย่างลงตัว

สำหรับการมาเปิดประสบการณ์ความอร่อยที่ร้านนี้ งบประมาณเฉลี่ยต่อหัวจะอยู่ที่ประมาณ 3,000-5,000 บาทขึ้นไป ซึ่งถือเป็นราคาที่คุ้มค่าเมื่อเทียบกับคุณภาพวัตถุดิบระดับพรีเมียมและฝีมือการปรุงที่หาตัวจับยากในย่านนี้

Kappo Tomo

เวลาทำการ

ทุกวัน 12:00–22:00 น.

ที่อยู่

1F, Rain Hill 777 ซอย สุขุมวิท 47 แขวงคลองตันเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพมหานคร 10110

หน้ารายละเอียดร้าน

https://aroimaru.com/restaurants/kappo-tomo/

4. Umenohana Restaurant Solaria Hotel

Umenohana Restaurant Solaria Hotel พาเราก้าวเข้าสู่โลกของอาหารญี่ปุ่นชั้นสูงในย่านอโศกที่ล้อมไปด้วยตึกสูง ภายในร้านตกแต่งด้วยไม้โทนสีอ่อนสไตล์เซน ให้ความรู้สึกเรียบหรูและผ่อนคลายในเวลาเดียวกัน จุดที่ทำให้ร้านนี้โดดเด่นและแตกต่างจากที่อื่นอย่างชัดเจนคือห้องรับรองแบบส่วนตัวที่มีให้บริการหลายขนาด เหมาะมากสำหรับใครที่ต้องการนั่งละเมียดอาหารมื้อพิเศษโดยไม่มีเสียงรบกวน ภายในยังคงรักษาเอกลักษณ์การต้อนรับที่อบอุ่นแบบญี่ปุ่นดั้งเดิมเอาไว้ได้อย่างเหนียวแน่น ทำให้การมาทานอาหารที่นี่ไม่ใช่แค่เรื่องของรสชาติ แต่เป็นการพักผ่อนในบรรยากาศที่หาได้ยากใจกลางเมืองที่วุ่นวาย

เมนูที่ต้องสั่งและถือเป็นพระเอกชูโรงเคียงคู่ไปกับเต้าหู้ชื่อดังของร้านคือบรรดาเมนูจากปูทาราบะและปูซูไวที่คัดเกรดพรีเมียมมาเสิร์ฟ โดยเฉพาะ Zuwai Kani & Fresh Uni Korayaki ที่นำเนื้อปูหวานๆ มาย่างในกระดองพร้อมอูนิสดๆ ให้รสชาติที่เข้มข้นและหอมมันจนวางช้อนไม่ลง หรือถ้าอยากสัมผัสความสดใหม่แบบถึงที่สุดต้องลอง Taraba Kani Sashimi ที่เนื้อปูมีความหวานเด้งฉ่ำน้ำสู้ฟันแบบสุดๆ นอกจากนี้ยังมี Taraba Kani Gratin ที่ผสมผสานความหอมมันของครีมซอสเข้ากับเนื้อปูยักษ์ได้อย่างลงตัว ความพิเศษของอาหารที่นี่คือการนำเสนอในรูปแบบคอร์สไคเซกิที่จัดวางมาอย่างประณีตราวกับงานศิลปะ ทำให้คนรักปูได้อิ่มเอมกับรสสัมผัสที่หลากหลายในมื้อเดียว

ราคาโดยเฉลี่ยต่อหัวสำหรับการมาทานที่นี่จะเริ่มต้นอยู่ที่ประมาณ 2,000 บาท ไปจนถึง 4,500 บาทขึ้นไป ซึ่งถือเป็นระดับราคาที่สะท้อนถึงคุณภาพวัตถุดิบนำเข้าและการบริการระดับพรีเมียมที่ทางร้านตั้งใจมอบให้ในทุกขั้นตอน

Umenohana Restaurant Solaria Hotel

เวลาทำการ

ทุกวัน 11:00–15:00 น. และ 18:00–21:00 น.

ที่อยู่

เลขที่ 1 ชั้น 2 ซ. สุขุมวิท 14 แขวงคลองเตย เขตคลองเตย กรุงเทพมหานคร 10110

หน้ารายละเอียดร้าน

https://aroimaru.com/restaurants/umenohana-solaria/

5. Tsubohachi

Tsubohachi เปลี่ยนมื้ออาหารธรรมดาให้กลายเป็นงานเลี้ยงฉลองสไตล์อิซากายะส่งตรงจากเมืองฮอกไกโด ภายในร้านตกแต่งด้วยโทนไม้ที่ให้ความรู้สึกอบอุ่นและเป็นกันเอง มีกลิ่นอายของร้านกินดื่มญี่ปุ่นดั้งเดิมที่เหมาะกับการมานั่งล้อมวงกับกลุ่มเพื่อนหรือครอบครัวเป็นอย่างมาก ความพิเศษของที่นี่คือบรรยากาศที่ดูมีชีวิตชีวาแต่ไม่วุ่นวายจนเกินไป มีมุมที่นั่งให้เลือกหลากหลายโซนที่ช่วยสร้างความเป็นส่วนตัวได้ดี สิ่งที่ทำให้ที่นี่โดดเด่นและต่างจากร้านอื่นคือการนำความพรีเมียมของวัตถุดิบจากทางตอนเหนือของญี่ปุ่นมาเสิร์ฟในรูปแบบที่เข้าถึงง่าย ทำให้เราสามารถลิ้มลองปูเกรดดีได้โดยไม่ต้องกังวลเรื่องความเกร็งในการใช้บริการ

เมนูเด็ดที่สายปูต้องสั่งมาลองคือสารพัดเมนูที่ใช้ปูนำเข้าจากฮอกไกโดซึ่งขึ้นชื่อเรื่องความหวานฉ่ำเป็นพิเศษ ไฮไลท์ที่พลาดไม่ได้คือคานิมิโสะหรือมันปูย่างในกระดองที่รสชาติเข้มข้นหอมมันแบบสุดๆ หรือจะเลือกจัดเต็มกับปูทาราบะนึ่งและปูหิมะนึ่งที่เสิร์ฟมาแบบเนื้อแน่นเด้งโชว์ความสดใหม่ของวัตถุดิบอย่างชัดเจน นอกจากนี้ยังมีเมนูทางเลือกที่น่าสนใจอย่างสลัดปูซูไวรสสัมผัสสดชื่น และปิดท้ายมื้ออาหารด้วยข้าวต้มปูสไตล์ญี่ปุ่นที่ตัวน้ำซุปซึมซับความหวานจากเนื้อปูได้อย่างลงตัว ทุกจานปรุงออกมาได้รสชาติตามแบบฉบับญี่ปุ่นแท้ๆ ที่เน้นความสดใหม่และคุณภาพของวัตถุดิบหลักเป็นสำคัญ

สำหรับการมาทานอาหารที่ร้านนี้ ราคาต่อหัวโดยเฉลี่ยจะเริ่มต้นอยู่ที่ประมาณ 500 บาท ไปจนถึง 2,000 บาท ขึ้นอยู่กับว่าเราเน้นสั่งเป็นเมนูอะลาคาร์ททั่วไปหรือเลือกสั่งเซ็ตปูยักษ์มาทานเป็นจานหลักในมื้อนั้นๆ

Tsubohachi

เวลาทำการ

ทุกวัน 10:30–21:30 น.

ที่อยู่

Future Park Rangsit, 2nd Floor, No. 94, ถ. พหลโยธิน อำเภอธัญบุรี 12130

หน้ารายละเอียดร้าน

https://aroimaru.com/restaurants/tsubohachi/

6. Kani Tengoku Asoke

Kani Tengoku Asoke ตั้งอยู่ใจกลางย่านธุรกิจในซอยสุขุมวิท 23 เดินทางมาได้ง่ายมากทั้งจากสถานีรถไฟฟ้า BTS อโศก และ MRT สุขุมวิท บรรยากาศภายในร้านให้ความรู้สึกเหมือนได้วาร์ปไปนั่งทานอาหารที่ตลาดปลาในฮอกไกโด ด้วยการตกแต่งที่เน้นความสว่างสะอาดตาและมีความเป็นกันเองสูง เหมาะทั้งการมาสังสรรค์กับกลุ่มเพื่อนหรือพาครอบครัวมาฉลองมื้อพิเศษ จุดเด่นที่ทำให้ร้านนี้มีความพิเศษกว่าที่อื่นคือความหลากหลายของรูปแบบการทานที่มีให้เลือกทั้งแบบสั่งแยกเป็นจานหรือจะเลือกจัดหนักในรูปแบบบุฟเฟ่ต์ปู ซึ่งหาได้ยากสำหรับร้านที่ใช้วัตถุดิบนำเข้าเกรดพรีเมียมขนาดนี้

เมนูซิกเนเจอร์ที่ต้องยกให้เป็นไฮไลท์คือชุดหม้อไฟปูสไตล์ฮอกไกโดที่ใช้น้ำซุปรสชาติกลมกล่อมช่วยดึงความหวานตามธรรมชาติของเนื้อปูออกมาได้อย่างยอดเยี่ยม รวมถึงขาปูทาราบะและปูซูไวย่างเนยที่เสิร์ฟมาแบบหอมฟุ้งสู้จมูก เนื้อปูมีความสดเด้งฉ่ำน้ำเหมือนเพิ่งขึ้นจากทะเล สำหรับใครที่เป็นสายกินจุต้องลองบุฟเฟ่ต์ปูยักษ์ที่เปิดให้เราทานได้ไม่อั้นภายในเวลา 75 นาที ซึ่งรวมทั้งปูซูไวและปูทาราบะมาให้กินกันแบบสะใจ นอกจากนี้ยังมีเมนูซูชิและอาหารทะเลสดๆ ที่ส่งตรงมาจากญี่ปุ่นมาเสริมทัพให้มื้ออาหารสมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น

สำหรับงบประมาณในการมาอิ่มอร่อยที่นี่ ราคาต่อหัวโดยเฉลี่ยจะเริ่มต้นตั้งแต่ประมาณ 1,500 บาท ไปจนถึง 3,500 บาทขึ้นไป ขึ้นอยู่กับว่าจะเลือกทานเป็นแบบอลาคาร์ทหรือบุฟเฟ่ต์ตามความชอบของแต่ละคน

Kani Tengoku Asoke

เวลาทำการ

จ.-ศ. 17:00–23:00 น.

ส.-อา. 11:30–23:00 น.

ที่อยู่

21, 38 ซ. สุขุมวิท 23 แขวงคลองเตยเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพมหานคร 10110

7. Miharu

Miharu มอบความรู้สึกเหมือนเราได้หลุดเข้าไปนั่งทานอาหารในบ้านของคนญี่ปุ่นจริงๆ ด้วยบรรยากาศที่เน้นความเป็นโฮมเมดและดูอบอุ่นเป็นกันเองอย่างมาก ภายในร้านตกแต่งแบบเรียบง่ายแต่แฝงไปด้วยความใส่ใจในรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ทำให้ที่นี่กลายเป็นจุดนัดพบที่ยอดเยี่ยมสำหรับคนที่ต้องการหลีกหนีความวุ่นวายมานั่งลิ้มรสอาหารญี่ปุ่นแบบดั้งเดิม ความพิเศษที่ต่างจากร้านอาหารญี่ปุ่นทั่วไปคือการปรุงอาหารที่เน้นดึงรสชาติจากวัตถุดิบธรรมชาติออกมาให้กลมกล่อมที่สุดโดยไม่พึ่งพาเครื่องปรุงที่จัดจ้านจนเกินไป ใครที่ชอบฟีลลิ่งการนั่งกินข้าวแบบสบายๆ เหมือนมีคนในครอบครัวมาลงมือเข้าครัวทำให้ทานเอง รับรองว่าต้องประทับใจในเสน่ห์ของร้านนี้แน่นอน

จานเด็ดที่สร้างชื่อเสียงให้ทางร้านและเป็นเมนูที่สายกินปูต้องตามมาเก็บให้ครบคือเมนูจากปูวาตาริหรือปูม้าญี่ปุ่นที่ให้รสสัมผัสหวานนุ่มเป็นเอกลักษณ์ โดยเฉพาะข้าวปูวาตาริหม้อหินที่ส่งกลิ่นหอมกรุ่นมาแต่ไกล เนื้อปูผสมผสานเข้ากับข้าวที่ปรุงรสมาอย่างดีได้อย่างไร้ที่ติ นอกจากนี้ยังมีเมนูฟิวชั่นที่ทำออกมาได้น่าประทับใจอย่างขนมปังมันปูที่เข้มข้นถึงใจ ปอเปี้ยะครีมปูวาตาริที่กรอบนอกนุ่มใน ไปจนถึงเกี๊ยวซ่าปูวาตาริที่อัดแน่นไปด้วยเนื้อปูเน้นๆ ทุกเมนูสะท้อนถึงความประณีตในการหยิบจับวัตถุดิบหลักมาสร้างสรรค์เป็นอาหารที่หลากหลายรูปแบบแต่ยังคงความสดใหม่และรสชาติที่เป็นธรรมชาติไว้อย่างครบถ้วน

ราคาเฉลี่ยต่อหัวสำหรับการมาทานมื้ออร่อยที่ร้านจะอยู่ที่ประมาณ 2,000 บาท ซึ่งถือว่าเป็นระดับราคาที่คุ้มค่าเมื่อเทียบกับความพิถีพิถันและคุณภาพของเมนูอาหารสไตล์โฮมเมดระดับพรีเมียมแบบนี้

Miharu

เวลาทำการ

ทุกวัน 11:30–14:00 น. และ 17:30–22:30 น.

ที่อยู่

Tower 1st Floor 39 Boulevard, ซ. สุขุมวิท 39 แขวงคลองตันเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพมหานคร 10110

8. Kitaohji Ginza

Kitaohji Ginza มอบประสบการณ์การทานอาหารญี่ปุ่นที่เน้นความเอ็กซ์คลูซีฟในแบบส่วนตัวสุดๆ ด้วยห้องรับรองที่ตกแต่งอย่างประณีตสะท้อนวัฒนธรรมแบบญี่ปุ่นดั้งเดิม ภายในร้านให้ความรู้สึกเงียบสงบและเหนือระดับ เหมาะอย่างยิ่งสำหรับใครที่กำลังมองหาสถานที่คุยธุรกิจหรือฉลองโอกาสพิเศษที่ต้องการความเป็นส่วนตัวแบบเต็มสิบ สิ่งที่ทำให้ที่นี่โดดเด่นกว่าร้านอื่นคือการสืบทอดตำนานไคเซกิจากย่านกินซ่าที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 90 ปี โดยมีการบริการจากพนักงานในชุดกิโมโนที่ดูแลใส่ใจในทุกรายละเอียด ทำให้ทุกวินาทีที่นั่งอยู่ในร้านเหมือนได้หลุดเข้าไปอยู่ในบรรยากาศของญี่ปุ่นจริงๆ

เมนูไฮไลท์ที่สายปูต้องห้ามพลาดคือบรรดาสารพัดเมนูจากปูทาราบะตัวยักษ์และปูขนฮอกไกโดที่คัดไซส์พิเศษส่งตรงจากญี่ปุ่น โดยเฉพาะปูขนห้าแฉกนึ่งที่จัดเสิร์ฟมาในกล่องไม้สวยงามซึ่งเชฟแกะเนื้อมาให้แบบพร้อมทานด้วยตะเกียบได้เลยไม่ต้องแกะเองให้เสียเวลา หรือจะเลือกฟินกับขาปูทาราบะย่างถ่านที่เชฟปรุงด้วยเทคนิคเฉพาะตัวจนเนื้อฟูหวานฉ่ำและมีกลิ่นหอมไหม้อ่อนๆ นอกจากนี้ยังมีเมนูซิกเนเจอร์อย่างชาบูชาบูเนื้อปูซูไวที่ใช้น้ำซุปสูตรลับช่วยชูรสสัมผัสของเนื้อปูให้โดดเด่นขึ้นไปอีกขั้น รวมถึงเมนูไคเซกิที่เปลี่ยนวัตถุดิบไปตามฤดูกาลเพื่อให้ได้รสชาติที่ดีที่สุดในแต่ละช่วงเวลา

ช่วงราคาต่อหัวโดยเฉลี่ยสำหรับการดื่มด่ำกับมื้ออาหารสุดพรีเมียมที่นี่จะอยู่ที่ประมาณ 2,000 บาท ไปจนถึง 5,000 บาทขึ้นไป ซึ่งราคาจะผันแปรไปตามคอร์สอาหารหรือเมนูอะลาคาร์ทที่เราเลือกสั่ง

Kitaohji Ginza

เวลาทำการ

ทุกวัน 11:30–23:00 น.

ที่อยู่

212 ซอย ทองหล่อ 8 แขวงคลองตันเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพมหานคร 10110

9. Tensui

Tensui นำเสนอความสงบเงียบท่ามกลางความวุ่นวายของย่านอโศกในซอยสุขุมวิท 16 โดยตัวร้านซ่อนตัวอยู่ในบ้านไม้สไตล์ญี่ปุ่นที่ล้อมรอบด้วยสวนเซนสีเขียวขจีและทางเดินหินที่ให้ความรู้สึกผ่อนคลายตั้งแต่ก้าวแรกที่เดินเข้าไป ภายในจัดวางพื้นที่ได้อย่างเป็นสัดส่วน มีห้องส่วนตัวแบบเสื่อทาทามิที่ช่วยสร้างบรรยากาศการทานอาหารที่ดูเป็นทางการแต่ยังคงความอบอุ่น จุดเด่นที่ทำให้ที่นี่ต่างจากร้านอื่นคือความละเมียดละไมในการรักษาขนบธรรมเนียมแบบญี่ปุ่นดั้งเดิมเอาไว้ได้อย่างครบถ้วน เหมาะอย่างยิ่งสำหรับใครที่ต้องการเปลี่ยนบรรยากาศมานั่งทานมื้อกลางวันแบบสงบๆ หรือนัดคุยงานสำคัญในที่ที่ดูภูมิฐานแต่ไม่เกร็งจนเกินไป

เมนูที่ถือเป็นทีเด็ดและต้องรอจังหวะให้ดีคือบรรดาคอร์สอาหารตามฤดูกาลที่มักจะมีเซอร์ไพรส์เป็นเมนูปูสดใหม่ส่งตรงจากทะเลญี่ปุ่นมาแทรกอยู่ในลำดับอาหารเสมอ ไม่ว่าจะเป็นปูขนยักษ์นึ่งที่เนื้อหวานเจี๊ยบหรือขาปูทาราบะย่างหอมๆ ที่เชฟคัดไซส์มาแบบเน้นๆ นอกจากนี้ทางร้านยังมีชื่อเสียงเรื่องความคุ้มค่าของชุดมื้อกลางวันที่จัดเต็มทั้งคุณภาพและปริมาณ โดยเฉพาะเซ็ตซูชิพรีเมียมและเทมปุระที่ทอดมาได้กรอบเบาไม่อมน้ำมัน ความพิเศษของอาหารที่นี่คือการใช้เทคนิคการปรุงที่เรียบง่ายแต่ดึงรสสัมผัสที่แท้จริงของวัตถุดิบออกมาได้อย่างดีเยี่ยม ทำให้ทุกคำที่ทานเข้าไปสัมผัสได้ถึงความสดใหม่และความพิถีพิถันที่เชฟตั้งใจใส่ลงไปในจาน

ราคาเฉลี่ยต่อหัวในช่วงมื้อกลางวันจะมีความคุ้มค่ามากโดยเริ่มต้นเพียงไม่กี่ร้อยบาทเท่านั้น ส่วนถ้าเป็นคอร์สอาหารค่ำหรือเมนูพิเศษที่รวมวัตถุดิบหายากอย่างปูยักษ์ งบประมาณจะเริ่มต้นตั้งแต่ประมาณ 1,500 บาท ไปจนถึง 4,000 บาทขึ้นไปตามประเภทของคอร์สที่เลือกสั่งในวันนั้น

Tensui

เวลาทำการ

ทุกวัน 11:30–14:00 น. และ 17:30–22:00 น.

ที่อยู่

33 ซ. สุขุมวิท 16 แขวงคลองเตย เขตคลองเตย กรุงเทพมหานคร 10110

10. Yamazato

Yamazato ตั้งตระหง่านอยู่บนชั้น 24 ของโรงแรมดิ โอกุระ เพรสทีจ กรุงเทพฯ พร้อมมอบวิวมุมกว้างของเมืองกรุงผ่านหน้าต่างบานใหญ่ที่ดูหรูหราและสง่างามสุดๆ ภายในร้านตกแต่งด้วยสไตล์ญี่ปุ่นร่วมสมัยที่แฝงกลิ่นอายความเชื่อเรื่องพับกระดาษโอริกามิเอาไว้ในรายละเอียดต่างๆ บรรยากาศที่นี่ค่อนข้างมีความเป็นทางการและเงียบสงบ เหมาะสำหรับมื้อสำคัญที่ต้องการความประทับใจระดับห้าดาว ความต่างที่เห็นได้ชัดคือมาตรฐานการบริการและการจัดแต่งร้านที่ถอดแบบมาจากสาขาต้นตำรับในโตเกียวมาเป๊ะๆ ทำให้เรารู้สึกเหมือนได้รับเกียรติเป็นแขกคนพิเศษตั้งแต่วินาทีแรกที่ก้าวเข้ามา

จุดเด่นที่ทำให้เหล่านักชิมยกนิ้วให้คือการรังสรรค์เมนูแบบไคเซกิหรืออาหารคอร์สญี่ปุ่นแบบดั้งเดิมที่เชฟบรรจงคัดเลือกวัตถุดิบตามฤดูกาลที่ดีที่สุดส่งตรงจากญี่ปุ่น สำหรับคนรักปูต้องไม่พลาดช่วงที่มีเมนูพิเศษอย่างปูทาราบะและปูหิมะ ซึ่งเชฟจะนำมาปรุงอย่างพิถีพิถันเพื่อโชว์รสหวานตามธรรมชาติของเนื้อปู เมนูแนะนำที่ทานแล้วฟินสุดๆ คือสลัดเนื้อปูรสสดชื่นและปูย่างที่ส่งกลิ่นหอมกรุ่นยั่วน้ำลาย นอกจากนี้ยังมีเมนูเทปปันยากิและซูชิเกรดพรีเมียมที่ใช้วัตถุดิบสดใหม่วันต่อวัน การจัดจานของที่นี่สวยงามราวกับงานศิลปะที่ช่วยยกระดับการทานอาหารให้กลายเป็นประสบการณ์ที่น่าจดจำ

สำหรับงบประมาณในการมาลิ้มลองรสชาติความอร่อยระดับตำนานที่นี่ ราคาต่อหัวโดยเฉลี่ยจะเริ่มต้นตั้งแต่ประมาณ 1,500 บาทสำหรับมื้อกลางวัน ไปจนถึง 4,000 บาทขึ้นไปสำหรับคอร์สอาหารค่ำสุดอลังการ ขึ้นอยู่กับประเภทของวัตถุดิบพรีเมียมที่เลือกทานในวันนั้นด้วย

Yamazato

เวลาทำการ

ทุกวัน 6:00–10:30 น., 11:30–14:30 ฯ. และ 18:00–22:30 น.

ที่อยู่

57 ถ. วิทยุ แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร 10330

11. Shinsen.BKK

ร้านที่เป็นเหมือนซุปเปอร์อาหารทะเลพรีเมียมสไตล์ญี่ปุ่น ที่มีส่วนของร้านอาหารให้นั่งทานแบบฟิน ๆ ที่นี่ คัดสรรวัตถุดิบอาหารทะเลสดใหม่จากทั่วโลก โดยเฉพาะปลาและอาหารทะเลที่ส่งตรงจากญี่ปุ่นทุกวัน และสำหรับคนรักปูบอกเลยว่าที่นี่คือสวรรค์ เพราะสามารถเลือกซื้อปูแบบเป็น ๆ หรือแบบปรุงสุกได้ เมนูปูก็มีให้เลือกหลากหลาย เช่น อูกราแตงเนื้อปู ปูทาราบะเทปปันยากิ ปูทาราบะในหม้อหินร้อน และปูทาราบะผัดซอสพริกไทยดำ ราคาต่อหัวจะอยู่ที่ประมาณ 800 – 2,000 บาทขึ้นไป

Shinsen.BKK

เวลาทำการ

ทุกวัน 11:00–1:00 น.

ที่อยู่

149 Tops Food Hall 1 ซ. สุขุมวิท 39 แขวงคลองตันเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพมหานคร 10110

12. Honmono Sushi

ร้านซูชิที่ขึ้นชื่อเรื่องความสดใหม่ของวัตถุดิบระดับพรีเมียม และมีเมนูให้เลือกหลากหลายแบบ โดดเด่นด้วยการคัดสรรวัตถุดิบชั้นเลิศจากตลาดปลาทั่วโลก โดยเฉพาะปลาสดๆ ที่ส่งตรงจากญี่ปุ่น นอกจากปลาสด ๆ แล้ว ที่นี่ก็มีเมนูปูให้กับคนที่ชอบทานปูเช่นกัน อย่างเมนูเทมปุระปูนิ่ม คานิมิโซะ หรือเมนูพิเศษที่มาพร้อมกับโปรโมชั่นในบางช่วงเวลาอย่าง Taraba Yaki, Taraba Tempura Age Mono และ Taraba Kani Sushi ราคาต่อหัวจะอยู่ที่ประมาณ 800 – 2,000 บาทขึ้นไป

Honmono Sushi

เวลาทำการ

ทุกวัน 10:00–23:00 น.

ที่อยู่

บริษัท ฮอนโมโน กรุ๊ป จำกัด สำนักงานใหญ่, 19 ซอย ทองหล่อ 23 แขวงคลองตันเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพมหานคร 10110

13. Ryuzu Omakase

ร้านโอมากาเสะสุดพรีเมียมที่เน้นความประณีต พิถีพิถัน และวัตถุดิบระดับท็อปจากญี่ปุ่น เชฟจะนำวัตถุดิบมาปรุงอย่างพิถีพิถันให้เห็นกันสด ๆ ตรงหน้าบนเคาน์เตอร์บาร์ เมนูจากปูของที่นี่ก็ไม่ทำให้ผิดหวัง ไม่ว่าจะเป็นเนื้อปูทานแบบสด ๆ เนื้อปูในรูปแบบซุป หรือมันปูหอม ๆ ล้วนน่าประทับใจ แถมยังใช้ปูจากฮอกไกโดที่ขึ้นชื่อเรื่องปูและอาหารทะเลสดใหม่ ราคาต่อหัวจะอยู่ที่ประมาณ 2,500-5,000 บาทขึ้นไป

Ryuzu Omakase

เวลาทำการ

ทุกวัน 12:00–21:30 น.

ที่อยู่

2nd floor มาร์เช่ ทองหล่อ 148 ถ. ทองหล่อ klongton nue เขตวัฒนา กรุงเทพมหานคร 10110

14. Sushi Ichizu

ใครที่เป็นสายโอมากาเสะคงจะรู้จักร้านนี้ ที่ถือเป็นอีกร้านซูชิโอมากาะเสะตัวท็อป ที่จองคิวยากแต่คุ้มกับประสบการณ์ที่ได้รับ วัตถุดิบทุกอย่างคัดสรรและส่งตรงจากตลาดปลาในญี่ปุ่น เชฟจะนำวัตถุดิบเหล่านี้มาสร้างสรรค์เป็นเมนูโอมากาเสะที่เน้นความเรียบง่ายแต่ดึงรสชาติแท้ ๆ ของวัตถุดิบออกมาได้อย่างยอดเยี่ยม เมนูปูของที่นี่อย่าง Seiko Gani ที่เป็นไฮไลท์ ก็เป็นอีกเมนูที่จะพลาดความหวานฉ่ำไม่ได้ ราคาต่อหัวจะอยู่ที่ประมาณ 6,000-10,000 บาทขึ้นไป

Sushi Ichizu

เวลาทำการ

ทุกวัน 12:00–14:00 น., 17:30–19:30 น. และ 19:45–22:00 น.

ที่อยู่

1982 ถ. เพชรบุรีตัดใหม่ แขวงบางกะปิ เขตห้วยขวาง กรุงเทพมหานคร 10310

15. Ginza Shabu-Ten, The EmQuartier

Ginza Shabu-Ten ร้านอาหารญี่ปุ่นระดับพรีเมียมที่โดดเด่นเรื่องชาบูชาบูสไตล์ญี่ปุ่น และเมนูอาหารญีปุ่่นอื่น ๆ โดยเฉพาะเรื่องคุณภาพของเนื้อสัตว์และวัตถุดิบต่างๆ ที่คัดสรรมาอย่างดี แถมยังมีเมนูปูให้ได้ลิ้มลอง เช่น ซาชิมิปูทาราบะ นิกิริปูทาราบะ ปูหิมะย่างเนย ราคาต่อหัวจะอยู่ที่ประมาณ 800 – 2,000 บาทขึ้นไป

Ginza Shabu-Ten, The EmQuartier

เวลาทำการ

จ.-ส. 10:30–21:30 น.

อา. 10:30–22:00 น.

ที่อยู่

693 Helix Sky Dining, The EmQuartier, 8th Floor 695 ถ. สุขุมวิท แขวงคลองตันเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพมหานคร 10110

16. Mono Sei

ร้านโอมากาเสะและแฮนด์โรลสไตล์ญี่ปุ่นระดับพรีเมียม ตั้งอยู่ที่ชั้น G โรงแรม InterContinental Bangkok จุดเด่นอยู่ที่การใช้วัตถุดิบคุณภาพสูงมารังสรรค์ในเมนูโอมากาเสะและแฮนด์โรล และที่พลาดไม่ได้เลยก็คือเมนูปูที่มีความสด อร่อยเป็นพิเศษ ที่มาในเมนูชื่อ Sekogani ปูหิมะจากฮอกไกโด นำมานึ่งจนได้เนื่อที่ฉ่ำ เป็นเมนูที่ห้ามพลาดและควรค่าแก่การตั้งตารอ ราคาต่อหัวจะอยู่ที่ประมาณ 2,000 บาทขึ้นไป

Mono Sei

เวลาทำการ

อ.-อา. 12:00–23:00 น., ปิดทุกวันจันทร์

ที่อยู่

UNITS HG06-HG10, ชั้น Ground Floor, โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล กรุงเทพฯ, 973 ถนนเพลินจิต แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร 10330

17. HOKKAIDO GENSHIYAKI Silom

ร้านอาหารญี่ปุ่นสไตล์อิซากายะที่ตั้งอยู่ใจกลางสีลม มีจุดเด่นคือการนำเข้าวัตถุดิบคุณภาพดีจากฮอกไกโด และมีเมนูที่หลากหลายให้เลือกทาน เมนูที่เป็นไฮไลท์ของร้านคือเมนูย่าง ที่ใช้วิธีการย่างแบบเกนชิยากิ (Geshiyaki) ทำให้วัตถุดิบมีกลิ่นหอมเฉพาะตัว และแน่นอนว่าอีกหนึ่งเมนูเด็ดที่ห้ามพลาดคือเมนูจากปู เช่น  นาเบะกิมจิปู และ GOHO YAKI เมนูย่างที่รวมความอร่อยจากปูหิมะ มันปู ไข่หอยเม้น หอยเชลล์ และไข่ปลาแซลมอน ราคาต่อหัวจะอยู่ที่ประมาณ 1,000-2,000 บาท

HOKKAIDO GENSHIYAKI Silom

เวลาทำการ

ทุกวัน 11:30–14:00 น. และ 17:00–22:00 น.

ที่อยู่

10, 13 ถ. ธนิยะ แขวงสุริยวงศ์ เขตบางรัก กรุงเทพมหานคร 10500

18. Tenyuu Grand

ร้านอาหารญี่ปุ่นระดับพรีเมียมที่ตั้งอยู่บนถนนสาทร ขึ้นชื่อเรื่องการใช้วัตถุดิบคุณภาพสูงจากทั่วโลก และมีเมนูให้เลือกหลากหลาย ทั้งแบบอะลาคาร์ท โอมากาเสะ และบุฟเฟต์ เมนูอาหารไม่ได้มีแค่อาหารญี่ปุ่นแบบดั้งเดิม แต่มีเมนูฟิวชั่นอื่น ๆ อีกด้วย ส่วนใครที่อยากทานปู ที่นี่ก็มีเมนูพิเศษจากปูทาราบะ ปูหิมะ และปูขนด้วย เช่น ขาปูฮอกไกโดย่างซอสไข่หอยเม่น ปูหิมะนึ่งซอสเนยมิโสะ ซาชิมิปูขน และไข่ตุ๋นมันปูปูขน ราคาต่อหัวจะอยู่ที่ประมาณ 1,500-3,500 บาทขึ้นไป

Tenyuu Grand

เวลาทำการ

ทุกวัน 11:00–22:30 น.

ที่อยู่

66 ซอย สาทร 6 แขวงสีลม เขตบางรัก กรุงเทพมหานคร 10500

19. Takara Genka Sakaba

อีกร้านอาหารญี่ปุ่นสไตล์อิซากายะที่มีคอนเซ็ปต์น่าสนใจมาก ร้านนี้ไม่ได้เป็นบุฟเฟต์ แต่เป็นร้านแรกในไทยที่ใช้ระบบ Genka นั่นคือจะต้องจ่ายค่าเข้าร้านก่อน เพื่อที่จะได้สั่งเมนูอาหารในราคาต้นทุน หรือราคาพิเศษที่ถูกกว่าราคาปกติ มี 2 ราคา คือ 299 บาทต่อคน มีเวลาจำกัด 2 ชั่วโมง และราคา 499 บาทต่อคน แบบไม่จำกัดเวลา เมื่อจ่ายแล้วจะสามารถสั่งเมนูต่าง ๆ ในราคาพิเศษที่ร้านกำหนดไว้ และแน่นอนว่าร้านมีก็มีเมนูปู เช่น คานิมิโซะ หรือมันปูย่าง ราคาต่อหัวจะอยู่ที่ประมาณ 500-1,000 บาท

Takara Genka Sakaba

เวลาทำการ

จ.-พฤ. 17:00–0:00 น.

ศ.-ส. 17:00–1:00 น.

อา. 11:00–23:00 น.

ที่อยู่

396 ถ. ทองหล่อ แขวงคลองตันเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพมหานคร 10110

20. Takumi Japanese Restaurant

ร้านอาหารญี่ปุ่นชื่อดังที่ตั้งอยู่ในโรงแรม Swissotel Bangkok Ratchada เป็นที่รู้จักกันดีในเรื่องของบุฟเฟต์อาหารญี่ปุ่นแบบ All-You-Can-Eat ที่ใช้วัตถุดิบคุณภาพดี มีเมนูให้เลือกมากมายกว่า 100 รายการ ทั้งซูชิ ซาชิมิ เทปันยากิ ของย่าง ของทอด และอาหารจานหลักต่างๆ รวมถึงเมนูของหวานและเครื่องดื่ม เมนูจากปูของที่นี่เองก็อร่อยและคุณภาพดีไม่แพ้ร้านอื่น ๆ เช่นเมนูที่รู้จักกันดีอย่าง คานิมิโซะ มันปูและเนื้อปูย่างบนเตาหอม ๆ, เมนูรวมมิตรท้องทะเล ที่รวมทั้งปู กุ้ง หอยนางรม หอยโฮตาเตะไว้ด้วยกัน ราคาต่อหัวจะอยู่ที่ประมาณ 1,000-2,000 บาท

Takumi Japanese Restaurant

เวลาทำการ

ทุกวัน 11:00–14:30 น. และ 17:30–22:00 น.

ที่อยู่

204 ถ. รัชดาภิเษก แขวงห้วยขวาง เขตห้วยขวาง กรุงเทพมหานคร 10320