10 ร้านอาหารอิตาเลียนสไตล์ญี่ปุ่น (Japanese Italian) ความกลมกล่อมแบบอูมามิ ในสไตล์อิตาเลียน

01.04.2026 (Updated: 02.04.2026)
10 ร้านอาหารอิตาเลียนสไตล์ญี่ปุ่น (Japanese Italian) ความกลมกล่อมแบบอูมามิ ในสไตล์อิตาเลียน

สัมผัสเสน่ห์ของอาหารอิตาเลียนสไตล์ญี่ปุ่น (Japanese Italian) วัฒนธรรมอาหารสุดคลาสสิกที่นำเสน่ห์แบบตะวันตกมาผสมผสานเข้ากับเสน่ห์แบบตะวันออก จนเกิดเป็นเมนูที่สร้างความประทับใจให้กับคนที่ได้ทาน บทความนี้จะพาไปเช็คอิน 10 ร้านเด็ดในกรุงเทพฯ ที่รวบรวมความอร่อยของอาหารอิตาเลียนสไตล์ญี่ปุ่น ตั้งแต่ข้าวห่อไข่สุดละมุนลิ้นไปจนถึงสเต็กแฮมเบิร์กชุ่มฉ่ำ รับรองว่าสายกินต้องประทับใจกับรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์และบรรยากาศสุดพิเศษที่คัดมาให้แบบเน้นๆ ทุกพิกัดแน่นอน

1. The S Bangkok

The S Bangkok ตั้งอยู่บนถนนเจริญกรุง พร้อมเปลี่ยนภาพจำของอาหารยุโรปแบบเดิมๆ ให้กลายเป็นความอบอุ่นเสมือนการแวะมาทานข้าวบ้านเพื่อนสนิทท่ามกลางเสน่ห์ของย่านเมืองเก่า ภายในร้านตกแต่งสไตล์โฮมมี่ที่แฝงความหรูหราผ่านการจัดวางแสงเงาอย่างลงตัว ให้ความรู้สึกเงียบสงบและเป็นส่วนตัวแบบสุดๆ ความโดดเด่นที่ทำให้ที่นี่แตกต่างคือการนำเสนอประสบการณ์อาหารอิตาเลียนสไตล์ญี่ปุ่น (Japanese Italian) ในรูปแบบไฟน์ไดนิ่ง (Fine Dining) ที่บรรยากาศผ่อนคลาย ไม่ทำให้รู้สึกเกร็ง แต่ยังคงมาตรฐานการบริการและรสชาติที่ประณีตตามแบบฉบับญี่ปุ่นแท้ๆ

หัวใจหลักของที่นี่คือการสร้างสรรค์อาหารอิตาเลียนสไตล์ญี่ปุ่น (Japanese Italian) ที่ยกระดับวัตถุดิบไปอีกขั้น เมนูไฮไลต์ที่ห้ามพลาดคือ Risotto ที่นำเป๋าฮื้อและตับเป๋าฮื้อมาเคี่ยวจนได้รสสัมผัสเข้มข้นพร้อมกลิ่นอายสาหร่ายทะเล ซึ่งเป็นการผสมผสานศาสตร์ตะวันตกเข้ากับวัตถุดิบตะวันออกได้อย่างลงตัว สำหรับสายเนื้อต้องลอง A5 Wagyu Filet Steak ที่นุ่มละลายในปาก นอกจากนี้ยังมีเมนูเรียกน้ำย่อยอย่างไข่หอยเม่นและไข่ตุ๋น Consomme ที่โชว์ความสดของวัตถุดิบชั้นเลิศ ทุกจานผ่านเทคนิคการปรุงชั้นสูงเพื่อให้ได้รสชาติที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว

สำหรับการเปิดประสบการณ์สัมผัสรสชาติอาหารที่ผ่านการคัดสรรอย่างพิถีพิถันในบรรยากาศพรีเมียมเช่นนี้ งบประมาณเฉลี่ยจะเริ่มต้นที่ประมาณ 3,000 บาทต่อคน ซึ่งถือว่าคุ้มค่าอย่างยิ่งเมื่อเทียบกับคุณภาพของวัตถุดิบระดับไฮเอนด์ ความประณีตในทุกรายละเอียด และความสุนทรีย์ในการรับประทานมื้อค่ำที่หาได้ยากจากร้านอาหารทั่วไปในกรุงเทพฯ

The S Bangkok

เวลาทำการ

จ.-อ., พฤ.-อา. 17:00–22:00 น., ปิดทุกวันพุธ

ที่อยู่

2052/8 Charoenkrung 72/1, Chao Phraya Aly, กรุงเทพมหานคร 10120

หน้ารายละเอียดร้าน

https://aroimaru.com/restaurants/the-s-bangkok/

2. Ma maison

Ma Maison ตั้งอยู่บนชั้น 3 ของดองกิ มอลล์ ทองหล่อ เป็นพิกัดที่พอได้ก้าวเท้าเข้าไปแล้วรู้สึกเหมือนได้วาร์ปไปนั่งอยู่ในร้านอาหารย้อนยุคแถวย่านกินซ่าหรือชินจูกุไม่มีผิด การตกแต่งเน้นความคลาสสิกสไตล์เรโทร ใช้เฟอร์นิเจอร์ไม้โทนสีเข้มตัดกับแสงไฟสลัวที่ให้ความรู้สึกสงบและอบอุ่นแบบผู้ใหญ่ เหมาะมากสำหรับใครที่อยากหนีความวุ่นวายมาสัมผัสเสน่ห์ของอาหารอิตาเลียนสไตล์ญี่ปุ่น (Japanese Italian) ในบรรยากาศที่เป็นส่วนตัวและมีกลิ่นอายความทรงจำแบบเก่าๆ ที่หาได้ยากในร้านสมัยใหม่ทั่วไป

เสน่ห์ที่ทำให้ใครต่อใครต้องแวะมาคือรสชาติของอาหารตะวันตกสไตล์โยโชกุ (Yoshoku) ที่โดดเด่นด้วยเมนูอาหารอิตาเลียนสไตล์ญี่ปุ่นแบบดั้งเดิมที่สืบทอดเทคนิคกันมาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะพาสต้าสไตล์ญี่ปุ่นที่ปรุงมาอย่างประณีตสะท้อนหัวใจของการทำอาหารแบบตะวันออกที่ผสานกับศาสตร์ตะวันตกได้อย่างลงตัว นอกจากนี้ยังมีเมนูซิกเนเจอร์อย่างแฮมเบิร์กสเต็กเนื้อนุ่มชุ่มฉ่ำราดซอสเดมิกลาสสูตรเฉพาะ และทงคัตสึสีเหลืองทองกรอบนอกนุ่มใน ซึ่งทุกจานล้วนตอกย้ำความเชี่ยวชาญในการรังสรรค์เมนูลูกครึ่งที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว

ในส่วนของราคาถือว่ามิตรภาพมากเมื่อเทียบกับทำเลใจกลางสุขุมวิทและคุณภาพระดับต้นตำรับ โดยงบประมาณต่อหัวจะเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 400-600 บาทเท่านั้น ทำให้ร้านนี้กลายเป็นตัวเลือกอันดับต้นๆ สำหรับคนที่มองหาอาหารอิตาเลียนสไตล์ญี่ปุ่นที่อิ่มท้องและอิ่มเอมใจในรสชาติขนานแท้โดยไม่ต้องบินไปไกลถึงประเทศญี่ปุ่น ตอบโจทย์ทั้งมื้อกลางวันแบบรีบเร่งและมื้อค่ำที่ต้องการความผ่อนคลายในราคาที่จับต้องได้

Ma maison

เวลาทำการ

ทุกวัน 11:00–21:00 น.

ที่อยู่

Room 304 3rd Fl, 107 ซ. สุขุมวิท 63 แขวงคลองตันเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพมหานคร 10110

หน้ารายละเอียดร้าน

https://aroimaru.com/restaurants/mamaison-bangkok/

3. ROUX'S

ROUX’S ตั้งอยู่บนถนนคอนแวนต์ ย่านสีลม เป็นจุดเช็คอินที่ปลุกความสดใสให้วงการอาหารฟิวชั่นด้วยการนำเสนอร้านในรูปแบบบิสโทรสุดล้ำที่ผสมผสานความเท่แบบกึ่งบาร์เข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว บรรยากาศด้านในเน้นความโปร่งโล่งและการจัดวางแสงไฟที่ดูโฉบเฉี่ยว ทันสมัยกว่าร้านอาหารดั้งเดิมทั่วไป เหมาะมากสำหรับการนัดรวมตัวกลุ่มเพื่อนมานั่งสังสรรค์และลิ้มลองอาหารอิตาเลียนสไตล์ญี่ปุ่นในบรรยากาศที่เต็มไปด้วยพลังงานและความมีชีวิตชีวาใจกลางย่านธุรกิจ

ความน่าสนใจของที่นี่คือการตีโจทย์อาหารตะวันตกออกมาในมุมมองแบบโมเดิร์น โดยเฉพาะการรังสรรค์เมนูอาหารอิตาเลียนสไตล์ญี่ปุ่นที่กล้าเล่นกับวัตถุดิบระดับพรีเมียม จานที่ยกให้เป็นไฮไลท์เลยคือพาสต้าเส้นสดที่ทำออกมาได้หนึบสู้ฟันทานคู่กับซอสรสชาติเข้มข้นตามแบบฉบับญี่ปุ่น หรือจะเป็นลิ้นวัวตุ๋นในซอสเดมิกลาสที่นุ่มละลายในปาก และ Grouper Wellington เมนูสุดสร้างสรรค์ที่หาทานได้ยาก นอกจากนี้ยังมีเครื่องดื่มสูตรเฉพาะที่ออกแบบมาเพื่อชูรสชาติของมื้ออาหารสไตล์โยโชกุให้โดดเด่นและเข้ากันได้อย่างไร้ที่ติ

หากพูดถึงเรื่องค่าใช้จ่ายในการมาดื่มด่ำความอร่อยที่ร้านนี้ งบประมาณโดยเฉลี่ยจะเริ่มต้นที่ประมาณ 1,000 บาทขึ้นไปต่อคน ซึ่งถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าสำหรับใครที่โหยหาความแปลกใหม่และต้องการสัมผัสประสบการณ์อาหารอิตาเลียนสไตล์ญี่ปุ่นที่ใช้เทคนิคการปรุงแบบฟิวชั่นอย่างประณีต แต่ยังคงความสนุกสนานและไลฟ์สไตล์แบบคนเมืองเอาไว้อย่างเต็มเปี่ยมในทุกจานที่เสิร์ฟ

ROUX'S

เวลาทำการ

อ.-อา. 11:00–23:00 น.

ที่อยู่

44, 16 ถ. คอนแวนต์ แขวงสีลม เขตบางรัก กรุงเทพมหานคร 10500

4. On the Table

On the Table เป็นร้านที่ทำให้เรานึกถึงความอบอุ่นของห้องนั่งเล่นในบ้านสไตล์โตเกียวคาเฟ่ ด้วยการเลือกใช้เฟอร์นิเจอร์ไม้โทนสีอ่อนและของตกแต่งที่สะอาดตา ให้ความรู้สึกผ่อนคลายและเป็นกันเองแบบสุดๆ ไม่ว่าจะแวะไปที่สาขาสามย่านมิตรทาวน์ วันแบงค็อก หรือสีลมคอมเพล็กซ์ สิ่งที่ทำให้ร้านนี้โดดเด่นคือการเป็นพื้นที่แห่งความสุขที่พร้อมเสิร์ฟอาหารอิตาเลียนสไตล์ญี่ปุ่น (Japanese Italian) ในบรรยากาศที่เข้าถึงง่าย เหมาะทั้งการมาเดทหรือทานข้าวพร้อมหน้ากับครอบครัวท่ามกลางความโปร่งสบายและน่ารักในทุกมุมมอง

เสน่ห์ของเมนูที่นี่คือการตีโจทย์อาหารตะวันตกออกมาให้ถูกปากคนไทยอย่างลงตัว โดยเฉพาะการรังสรรค์อาหารอิตาเลียนสไตล์ญี่ปุ่นที่ผสมผสานเส้นพาสต้าเข้ากับวัตถุดิบแบบตะวันออกได้อย่างน่าสนใจ เช่น สปาเก็ตตี้ไข่ปลาแซลมอนที่ครีมซอสมีความนวลเนียนกลมกล่อม นอกจากนี้ยังมีจานยอดฮิตอย่าง ข้าวหน้าแฮมเบิร์กแกงกะหรี่อบชีส (OTT Hamburg Curry Gratin) ที่เสิร์ฟมาแบบชีสยืดเยิ้มหอมฟุ้ง สะท้อนเอกลักษณ์แบบโยโชกุสมัยใหม่ที่เน้นความสดใหม่และความประณีตในการปรุงรสชาติให้มีมิติ

ในเรื่องของความคุ้มค่านั้นถือว่าทำออกมาได้น่าประทับใจมาก เพราะราคาต่อหัวโดยเฉลี่ยจะอยู่ที่ประมาณ 400-600 บาท ซึ่งเป็นเรทที่จับต้องได้ง่ายและสบายกระเป๋า ถือเป็นพิกัดยอดฮิตสำหรับคนที่มองหารสชาติอาหารอิตาเลียนสไตล์ญี่ปุ่นที่ทานง่าย ได้มาตรฐาน และมีสาขาครอบคลุมให้ไปลิ้มลองได้แทบทุกมุมเมืองโดยไม่ต้องเตรียมตัวอะไรมากมายนอกจากเตรียมท้องไปอิ่มอร่อยกับมื้ออาหารฟิวชั่นที่อบอวลไปด้วยความใส่ใจในทุกคำที่ทาน

On the Table

เวลาทำการ

ทุกวัน 11:00–22:00 น.

ที่อยู่

ซอย รัชดาภิเษก 6 แขวงห้วยขวาง เขตห้วยขวาง กรุงเทพมหานคร 10310

5. Rito Ekkamai

Rito Ekkamai ปักหลักอยู่ในย่านเอกมัยพร้อมนำเสนอเสน่ห์ของร้านอาหารสไตล์คาเฟ่กึ่งบิสโทรที่ดูทันสมัยและเป็นกันเองแบบสุดๆ ภายในร้านตกแต่งด้วยโทนสีขาวสะอาดตาตัดกับเฟอร์นิเจอร์ไม้ที่ให้ความรู้สึกสว่างไสวและโปร่งสบายตา ช่วยให้การมาดื่มด่ำกับอาหารอิตาเลียนสไตล์ญี่ปุ่น ที่นี่ดูไม่เกร็งจนเกินไป ยิ่งถ้าเป็นช่วงเย็นแสงไฟในร้านจะถูกปรับให้อบอุ่นขึ้น สร้างบรรยากาศที่เหมาะกับการชวนแก๊งเพื่อนมาปาร์ตี้เล็กๆ หรือนั่งจิบเครื่องดื่มหลังเลิกงาน ท่ามกลางความคึกคักของย่านเมืองที่เต็มไปด้วยสีสัน

ความโดดเด่นของที่นี่คือการตีความอาหารอิตาเลียนสไตล์ญี่ปุ่นให้ออกมาในรูปแบบฟิวชั่นที่แปลกใหม่และมีความขี้เล่น เมนูที่สร้างความว้าวได้ดีมากคือ Okonomiyaki Fusion Pizza ซึ่งเป็นการนำรสชาติอันคุ้นเคยของโอโคโนมิยากิมาแปรรูปเป็นพิซซ่าหน้าแน่นที่ผสมผสานศาสตร์ตะวันออกและตะวันตกเข้าด้วยกันอย่างลงตัว นอกจากนี้ยังมีเมนูพาสต้าและสเต็กชิ้นโตที่มีให้เลือกหลากหลายส่วน เช่น Tenderloin ที่เน้นความนุ่มละมุน หรือ Picanha ที่ให้รสสัมผัสเข้มข้น ถือเป็นจานเด็ดที่สะท้อนเอกลักษณ์ความทันสมัยแบบโยโชกุ (Yoshoku) ยุคใหม่ได้ดีเยี่ยม

สำหรับการแวะมาทานอาหารที่ร้านนี้ งบประมาณโดยเฉลี่ยจะเริ่มต้นอยู่ที่ประมาณ 1,000 บาทขึ้นไปต่อคน ซึ่งถือว่าเหมาะสมกับคุณภาพวัตถุดิบที่ทางร้านคัดสรรมาอย่างประณีตและการจัดจานที่ดูสวยงามน่าถ่ายรูป เป็นพิกัดที่ตอบโจทย์คนที่โหยหาอาหารอิตาเลียนสไตล์ญี่ปุ่นรสชาติต้นตำรับที่แฝงไปด้วยความคิดสร้างสรรค์ ท่ามกลางบรรยากาศที่เรียบง่ายแต่ดูดีในทุกตารางเมตรของย่านเอกมัย เหมาะสำหรับมื้อพิเศษที่ต้องการทั้งรสชาติและความประทับใจกลับไปอย่างแน่นอน

Rito Ekkamai

เวลาทำการ

ทุกวัน 11:30–23:30 น.

ที่อยู่

161 ซอย เจริญมิตร แขวงคลองตันเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพมหานคร 10110

6. Bistoro Izakaya by Yoshoku Niigata

Bistro Izakaya by Yoshoku Niigata แฝงตัวอยู่ในซอยสุขุมวิท 51 พร้อมมอบประสบการณ์ที่แปลกใหม่ด้วยการนำเสนอร้านอาหารในรูปแบบที่ผสมผสานความเท่ของบิสโทรตะวันตกเข้ากับความสนุกสนานแบบอิซากายะได้อย่างน่าสนใจ บรรยากาศภายในเน้นความเรียบง่ายสไตล์ญี่ปุ่นร่วมสมัย ให้ความรู้สึกเหมือนเราได้ค้นพบร้านลับในย่านนีงาตะที่เน้นความเป็นกันเอง เป็นพิกัดที่เหมาะมากสำหรับการหลบความวุ่นวายมานั่งดื่มด่ำกับอาหารอิตาเลียนสไตล์ญี่ปุ่น (Japanese Italian) ในคืนวันศุกร์หรือนัดสังสรรค์หลังเลิกงานกับกลุ่มคนสนิทในพื้นที่ที่ให้ความรู้สึกสบายใจแบบสุดๆ

ความพิเศษของเมนูที่นี่คือการถ่ายทอดจิตวิญญาณโยโชกุออกมาได้อย่างเข้มข้น โดยเฉพาะการนำเสนออาหารอิตาเลียนสไตล์ญี่ปุ่นที่ปรุงอย่างจริงจัง จานที่ถือเป็นไฮไลท์คือพาสต้าสไตล์ญี่ปุ่นที่เส้นเหนียวนุ่มคลุกเคล้าซอสรสชาติเข้มข้น และเมนู Medama Hamburg แฮมเบิร์กเนื้อบดละเอียดที่ย่างจนผิวหน้าเกรียมสวยแต่กักเก็บความฉ่ำไว้ข้างใน ทานคู่กับไข่ดาวเยิ้มๆ นอกจากนี้ยังมีโอมุไรซ์หรือข้าวห่อไข่ที่เนื้อเนียนนุ่มหอมกลิ่นเนยชัดเจน ซึ่งทุกจานล้วนสะท้อนศาสตร์การปรุงอาหารแบบตะวันออกที่ผสานกับเทคนิคตะวันตกได้อย่างสมบูรณ์แบบ

ในส่วนของงบประมาณถือว่ามีความเป็นมิตรกับกระเป๋าสตางค์อย่างมากเมื่อเทียบกับทำเลทองหล่อ-สุขุมวิท โดยราคาต่อหัวจะเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 300-600 บาทเท่านั้น คุณจะได้รับทั้ง อาหารอิตาเลียนสไตล์ญี่ปุ่น (Japanese Italian) คุณภาพสูงและบรรยากาศที่ช่วยเปลี่ยนคืนธรรมดาให้กลายเป็นมื้อพิเศษได้อย่างง่ายดาย ถือเป็นตัวเลือกที่ยอดเยี่ยมสำหรับคนที่มองหารสชาติที่ปรุงอย่างประณีตในราคาที่จับต้องได้จริง โดยไม่ต้องบินไปไกลถึงญี่ปุ่นก็สามารถอิ่มเอมกับรสชาติต้นตำรับได้ที่นี่

Bistoro Izakaya by Yoshoku Niigata

เวลาทำการ

อ.-ศ. 17:00–23:00 น.

ส.-อา. 11:30–23:00 น.

ปิดทุกวันจันทร์

ที่อยู่

78 5 ซ. สุขุมวิท 51 แขวงคลองตันเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพมหานคร 10110

7. Shin Hattori BKK

Shin Hattori BKK เป็นพิกัดลับย่านลาดพร้าวที่เปลี่ยนตึกแถวธรรมดาให้กลายเป็นพื้นที่สังสรรค์สุดอบอุ่นในสไตล์เจแปนนิสบิสโทร ให้บรรยากาศเหมือนเราได้หลุดเข้าไปนั่งทานข้าวในร้านอาหารท้องถิ่นที่ญี่ปุ่นจริงๆ การตกแต่งเน้นความเรียบง่ายด้วยงานไม้และแสงไฟโทนอุ่นที่ช่วยสร้างความรู้สึกผ่อนคลายและเข้าถึงง่ายกว่าร้านทั่วๆ ไป ความพิเศษของที่นี่คือการนำเสนออาหารอิตาเลียนสไตล์ญี่ปุ่น (Japanese Italian) ที่เปลี่ยนมื้อธรรมดาให้กลายเป็นมื้อพิเศษที่แสนสบายใจ เหมาะสำหรับคนที่อยากหนีความวุ่นวายมานั่งพักผ่อนในมุมสงบที่แฝงไปด้วยเสน่ห์ของย่านที่พักอาศัย

เสน่ห์ที่ทำให้ใครต่อใครต้องแวะมาซ้ำคือฝีมือการรังสรรค์เมนูอาหารอิตาเลียนสไตล์ญี่ปุ่นสุดคลาสสิกที่ปรุงออกมาได้รสชาติละมุนลิ้น จานห้ามพลาดคือสปาเก็ตตี้คาโบนาร่าที่ทำออกมาได้กลมกล่อม มีความครีมมี่ตามแบบฉบับตะวันตกแต่แฝงรสสัมผัสที่ถูกปากคนเอเชีย ส่วนเมนูซิกเนเจอร์อย่างสเต็กเนื้อฮัตโตริก็ย่างมาได้ระดับความสุกที่พอเหมาะเสิร์ฟคู่กับซอสสูตรลับที่ช่วยชูรสสัมผัสได้อย่างชัดเจน นอกจากนี้ยังมีลูกเล่นของเมนูทานเล่นอย่างหมึกคาราเมลี่ดิปซอสทาร์ทาร์เลม่อน หรือแคบเอ็นไก่ทาทาร์ซอสกิมจิที่สะท้อนถึงการนำเทคนิคตะวันตกมาปรับเข้ากับรสชาติแบบตะวันออกได้อย่างมีชั้นเชิง

สำหรับเรื่องของราคานั้นถือว่าเป็นมิตรกับกระเป๋าสตางค์อย่างเหลือเชื่อ เพราะงบประมาณเฉลี่ยต่อคนจะตกอยู่ที่ประมาณ 200-400 บาทเท่านั้น เรียกได้ว่าเป็นตัวเลือกที่คุ้มค่าสุดๆ สำหรับคนที่กำลังมองหาอาหารอิตาเลียนสไตล์ญี่ปุ่นรสชาติพรีเมียมในราคาที่จับต้องได้จริง เป็นร้านที่พิสูจน์ให้เห็นว่าความอร่อยสไตล์ฟิวชั่นคุณภาพดีไม่จำเป็นต้องจ่ายแพงเสมอไป เพียงแค่ต้องรู้พิกัดลับที่ซ่อนตัวอยู่ย่านลาดพร้าวแห่งนี้เท่านั้นเอง

Shin Hattori BKK

เวลาทำการ

ทุกวัน 17:00–0:00 น.

ที่อยู่

148 ถ. นาคนิวาส แขวงลาดพร้าว ลาดพร้าว กรุงเทพมหานคร 10230

8. Homer Brunch

Homer Brunch ตั้งอยู่บนถนนเจริญกรุง เป็นคาเฟ่สุดชิคที่ชุบชีวิตตึกเก่าให้กลายเป็นสเปซพักผ่อนที่ดูทันสมัยแต่ยังคงเสน่ห์ความคลาสสิกของย่านเมืองเก่าเอาไว้ได้อย่างน่าหลงใหล ภายในร้านเน้นการตกแต่งสไตล์มินิมอลผสานความวินเทจ เปิดรับแสงธรรมชาติผ่านกระจกบานใหญ่ทำให้รู้สึกโปร่งสบายและไม่อึดอัด ความพิเศษที่ต่างจากร้านอื่นคือบรรยากาศที่ให้ความรู้สึกผ่อนคลายเหมือนนั่งเล่นอยู่ในสตูดิโอศิลปะเท่ๆ เหมาะสำหรับการหนีความวุ่นวายมานั่งชิลล์ในวันหยุด พร้อมดื่มด่ำไปกับกลิ่นอายความย้อนยุคที่ผสมผสานกับความโมเดิร์นได้อย่างลงตัว

เสน่ห์ของอาหารที่นี่คือการนำเสนอ อาหารตะวันตกสไตล์ญี่ปุ่น ในรูปแบบบรันช์และมื้อกลางวันที่เน้นความเป็นโฮมเมดแบบจานต่อจาน เมนูซิกเนเจอร์ที่ยกระดับความเป็น Yoshoku ได้อย่างละเมียดละไมคือ Hayashi Rice หรือข้าวหน้าสตูเนื้อสูตรเฉพาะของร้านที่เคี่ยวจนหอมกลิ่นเครื่องเทศและมีรสชาติเข้มข้นกลมกล่อมทานคู่กับข้าวสวยร้อนๆ ได้อย่างเข้ากัน หรือถ้าใครอยากลองเมนูที่ให้ความสดชื่นต้องสั่ง Cold Clam Somen โซเมนเย็นที่ใช้หอยตลับคุณภาพดีปรุงรสมาอย่างประณีตโรยหน้าด้วยสาหร่ายหอมๆ ซึ่งเป็นจานที่โชว์เทคนิคการดึงรสชาติวัตถุดิบออกมาได้ดีเยี่ยมตามสไตล์ญี่ปุ่นแท้ๆ

ในส่วนของงบประมาณในการมาลิ้มลองรสชาติงานคราฟต์ที่นี่จะตกอยู่ที่ประมาณ 200-400 บาทต่อคน ถือเป็นเรทราคาที่สมเหตุสมผลมากเมื่อเทียบกับความใส่ใจในทุกขั้นตอนการปรุงและบรรยากาศร้านที่สวยงามในย่านเจริญกรุง เป็นอีกหนึ่งพิกัดที่ไม่ควรพลาดสำหรับคนที่กำลังมองหามื้อสายคุณภาพดีที่ผสานรสชาติแบบตะวันออกเข้ากับเทคนิคตะวันตกได้อย่างมีเอกลักษณ์และไม่ซ้ำจำเจเหมือนใครแน่นอน

Homer Brunch

เวลาทำการ

อ.-อา. 9:00–18:00 น., ปิดทุกวันจันทร์

ที่อยู่

1113 ถ. เจริญกรุง แขวงสี่พระยา เขตบางรัก กรุงเทพมหานคร 10500

9. KIMI NOMU

Homer Brunch ตั้งอยู่บนถนนเจริญกรุง เป็นคาเฟ่สุดชิคที่ชุบชีวิตตึกเก่าให้กลายเป็นสเปซพักผ่อนที่ดูทันสมัยแต่ยังคงเสน่ห์ความคลาสสิกเอาไว้ได้อย่างน่าหลงใหล ภายในร้านเน้นการตกแต่งสไตล์มินิมอลผสานความวินเทจ เปิดรับแสงธรรมชาติผ่านกระจกบานใหญ่ทำให้รู้สึกโปร่งสบายและไม่อึดอัด ความพิเศษที่ต่างจากร้านอื่นคือการนำเสนอประสบการณ์อาหารอิตาเลียนสไตล์ญี่ปุ่นในบรรยากาศที่ผ่อนคลายเหมือนนั่งเล่นอยู่ในสตูดิโอศิลปะเท่ๆ เหมาะสำหรับการหนีความวุ่นวายมานั่งชิลล์ในวันหยุด พร้อมดื่มด่ำไปกับกลิ่นอายย้อนยุคที่ผสมผสานกับความโมเดิร์นได้อย่างลงตัวที่สุด

เสน่ห์ของอาหารที่นี่คือการนำเสนออาหารอิตาเลียนสไตล์ญี่ปุ่นในรูปแบบบรันช์และมื้อกลางวันที่เน้นความเป็นโฮมเมดแบบจานต่อจาน เมนูที่สะท้อนกลิ่นอายฟิวชั่นได้อย่างละเมียดละไมคือ Hayashi Rice หรือข้าวหน้าสตูเนื้อสูตรเฉพาะที่เคี่ยวจนรสชาติเข้มข้นกลมกล่อม นอกจากนี้ยังมีเมนูพาสต้าและโซเมนเย็นอย่าง Cold Clam Somen ที่ใช้หอยตลับคุณภาพดีปรุงรสมาอย่างประณีต ซึ่งเป็นจานที่โชว์เทคนิคการดึงรสชาติวัตถุดิบออกมาได้ดีเยี่ยมตามสไตล์โยโชกุ (Yoshoku) แท้ๆ ผสมผสานศาสตร์การปรุงแบบตะวันตกเข้ากับวัตถุดิบตะวันออกได้อย่างมีชั้นเชิง

ในส่วนของงบประมาณในการมาลิ้มลองรสชาติอาหารที่นี่จะตกอยู่ที่ประมาณ 200-400 บาทต่อคน ถือเป็นเรทราคาที่สมเหตุสมผลมากเมื่อเทียบกับความใส่ใจในทุกขั้นตอนการปรุงและบรรยากาศร้านที่สวยงามในย่านเจริญกรุง เป็นอีกหนึ่งพิกัดที่ไม่ควรพลาดสำหรับคนที่กำลังมองหามื้อสายคุณภาพดีที่ผสานรสชาติแบบสากลเข้ากับเสน่ห์แบบญี่ปุ่นได้อย่างมีเอกลักษณ์ และมอบความประทับใจที่ไม่ซ้ำจำเจเหมือนใครแน่นอน

KIMI NOMU

เวลาทำการ

อ.-อา. 11:00–14:00 น. และ 17:00–0:00 น., ปิดทุกวันจันทร์

ที่อยู่

14, 2 Soi Somkid, แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร 10330

10. Sarnies Cafe Sukhumvit

Sarnies Cafe Sukhumvit ตั้งอยู่ในซอยสุขุมวิท 37 เป็นการเปลี่ยนบ้านเก่าสองชั้นให้กลายเป็นพื้นที่แฮงเอาท์สุดเท่ที่ผสมผสานโครงสร้างคลาสสิกเข้ากับความดิบสไตล์อินดัสเทรียลได้อย่างมีเสน่ห์ ภายในร้านให้ความรู้สึกเหมือนเราได้หลบมาพักผ่อนในบ้านหลังใหญ่ใจกลางเมืองที่มีความโปร่งโล่งและเป็นกันเอง ความพิเศษที่โดดเด่นคือการนำเสนอประสบการณ์อาหารอิตาเลียนสไตล์ญี่ปุ่นในบรรยากาศที่ร่วมสมัยและมีความสปอร์ตในตัว ทำให้ที่นี่กลายเป็นจุดนัดพบบอดนิยมของชาวพร้อมพงษ์ที่ต้องการมื้ออาหารคุณภาพในสเปซที่ถ่ายรูปสวยและนั่งสบายได้ตลอดทั้งวัน

จุดเด่นที่ทำให้สายกินต้องแวะมาคือการสร้างสรรค์อาหารอิตาเลียนสไตล์ญี่ปุ่นที่ผ่านการตีความใหม่ให้มีความจัดจ้านและซับซ้อนยิ่งขึ้น เมนูที่พลาดไม่ได้เลยคือพาสต้าแกงกะหรี่เส้นสดที่คลุกเคล้ากับซอสรสเข้มข้นจนเข้าเนื้อ ให้สัมผัสนุ่มหนึบและหอมเครื่องเทศชัดเจน หรือจะเป็นแฮมเบิร์กสเต็กชิ้นโตเนื้อแน่นชุ่มฉ่ำที่เสิร์ฟพร้อมเครื่องเคียงที่คัดสรรมาอย่างพิถีพิถัน ทุกจานสะท้อนถึงเทคนิคการปรุงแบบตะวันตกที่ผสานเข้ากับหัวใจของรสชาติแบบตะวันออกได้อย่างลงตัวและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวตามแบบฉบับฟิวชั่นขนานแท้

สำหรับงบประมาณในการมาดื่มด่ำกับมื้ออาหารที่นี่จะเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 400-600 บาทต่อคน ซึ่งถือว่าเป็นราคาที่คุ้มค่ามากเมื่อเทียบกับความใส่ใจในรายละเอียดของวัตถุดิบและรสชาติที่ลุ่มลึกในบรรยากาศพรีเมียมใจกลางสุขุมวิท เป็นอีกหนึ่งพิกัดสำคัญสำหรับคนที่มองหาประสบการณ์การทานอาหารอิตาเลียนที่ทันสมัย มีรสชาติสดใหม่ไม่ซ้ำใคร และตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนเมืองที่โหยหาความอร่อยที่มีระดับและเข้าถึงง่ายในเวลาเดียวกัน

Sarnies Cafe Sukhumvit

เวลาทำการ

ทุกวัน 7:00–22:30 น.

ที่อยู่

1, 39 ซอย สุขุมวิท 37 แขวงคลองตันเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพมหานคร 10110