10 ร้านอาหารญี่ปุ่นวีแกน (Vegan) รสเด็ด อร่อยฟินแบบไร้เนื้อสัตว์

11.06.2026 (Updated: 12.06.2026)
10 ร้านอาหารญี่ปุ่นวีแกน (Vegan) รสเด็ด อร่อยฟินแบบไร้เนื้อสัตว์

ใครว่าการกินอาหารญี่ปุ่นวีแกนจะมีแต่ความจืดชืดและจำเจ ขอบอกเลยว่าเทรนด์สุขภาพยุคนี้ไปไกลมากจนคุณต้องลบภาพจำเก่าๆ ออกไปให้หมด เพราะร้านอาหารแห่งได้หยิบยกศาสตร์แห่งความประณีตของแดนปลาดิบมามิกซ์แอนด์แมทช์กับวัตถุดิบจากธรรมชาติร้อยเปอร์เซ็นต์ได้อย่างน่าทึ่ง ไม่ว่าจะเป็นซูชิโรลคำโต ซุปราเมงรสเข้มข้นจัดจ้าน หรือแกงกะหรี่หอมละมุนลิ้น ที่ปรุงแต่งออกมาได้อร่อยนัวอูมามิไม่แพ้สูตรดั้งเดิม วันนี้เราเลยขออาสาพาสายเฮลตี้และคนที่กำลังมองหาเมนูทางเลือกใหม่ๆ ไปตระเวนเช็คอินกับ 10 พิกัดร้านเด็ดรอบกรุงที่จะเปลี่ยนมื้ออาหารให้กลายเป็นมื้อสุดพิเศษ รสชาติถูกปากโดนใจจนลืมเนื้อสัตว์ไปสักพัก ตามมาดูกันเลยว่ามีร้านไหนที่ห้ามพลาดบ้าง

1. Umenohana

Umenohana มอบประสบการณ์การทานอาหารที่เปี่ยมไปด้วยความประณีตตามแบบฉบับดั้งเดิมแท้ๆ ใครที่ก้าวเท้าเข้ามาในร้านจะสัมผัสได้ถึงความสงบ อบอุ่น และหรูหรา ราวกับหลุดเข้าไปอยู่ในเรียวกังที่ประเทศญี่ปุ่นเลยทีเดียว จุดเด่นอันเป็นเอกลักษณ์ของที่นี่คือการเชี่ยวชาญในศาสตร์แห่งเต้าหู้ โดยนำเสนออาหารสไตล์ไคเซกิหรืออาหารคอร์สชั้นสูงที่ค่อยๆ เสิร์ฟแต่ละจานอย่างละเมียดละไม ทุกองค์ประกอบถูกจัดวางมาอย่างสวยงามราวกับงานศิลปะ ผสานกับการบริการที่ดูแลเอาใจใส่เป็นอย่างดี ทำให้การมานั่งทานอาหารที่นี่ไม่ได้เป็นเพียงแค่การอิ่มท้อง แต่เป็นการซึมซับวัฒนธรรมและรื่นรมย์ไปกับบรรยากาศเมืองกรุง

ทีเด็ดสำหรับสายเฮลตี้ ทางร้านมีเซ็ตไคเซกิเต้าหู้สุดพิเศษที่รังสรรค์มาเพื่อชาววีแกนโดยเฉพาะ ขนทัพขบวนความอร่อยมาให้ลิ้มลองกันถึงสิบสองจาน จัดเต็มทั้งของคาวและของหวาน เมนูไฮไลท์ที่ทุกคนต้องตื่นตาตื่นใจคือฟองเต้าหู้หม้อร้อนๆ ที่ปล่อยให้เราได้สนุกกับการคีบแผ่นฟองเต้าหู้ทานเองแบบคำต่อคำ นอกจากนี้ในเมนูอลาคาร์ทก็ยังมีจานน่าสนใจอีกเพียบ เช่น มินิโอกะเต้าหู้รสสัมผัสนุ่มละมุนที่ราซอสส้มยูซุมิโซะ นามะฟุเดนงากุเนื้อหนึบหนับ ยูบะซาชิมิหรือซาชิมิฟองเต้าหู้สด และเต้าหู้ชูไมทอดกรอบนอกนุ่มใน เรียกได้ว่าเป็นอาหารญี่ปุ่นยุคใหม่ที่ยกระดับวัตถุดิบพื้นบ้านให้กลายเป็นจานหรูได้อย่างน่าอัศจรรย์

ด้วยสไตล์การทานที่เป็นคอร์สและใช้วัตถุดิบคัดสรรมาอย่างพรีเมียมทำให้ราคาอยู่ในระดับไฮเอนด์ที่เหมาะสำหรับมื้อพิเศษหรือการเฉลิมฉลอง โดยเซ็ตไคเซกิวีแกนตัวชูโรงจะอยู่ที่ 1,350 บาท ส่วนใครที่แวะมาช่วงกลางวันก็มีชุดเซ็ตมื้อเที่ยงสุดคุ้มค่าเริ่มต้นประมาณ 480 บาทไปจนถึงหลักพัน ภาพรวมราคาเฉลี่ยต่อหัวสำหรับการมาดื่มด่ำความอร่อยที่ร้านนี้จึงตกอยู่ราวๆ 1,000-2,500 บาท แลกกับความพิถีพิถัน รสชาติที่นุ่มลึก และบรรยากาศสุดเอ็กซ์คลูซีฟแล้ว นับว่าเป็นราคาที่คุ้มค่าแก่การมาเปิดประสบการณ์สักครั้ง

Umenohana

เวลาทำการ

ทุกวัน 11:00 a.m.-3:00 p.m. และ 6:00 p.m.-9:00 p.m.

ที่อยู่

2nd Floor, No. 1 ซ. สุขุมวิท 14 แขวงคลองเตย เขตคลองเตย กรุงเทพมหานคร 10110

หน้ารายละเอียดร้าน

https://aroimaru.com/restaurants/umenohana-solaria/

2. WAKI WAKI

WAKI WAKI เป็นร้านซูชิมังสวิรัติและวีแกนไซส์มินิที่สืบทอดเจตนารมณ์ความอร่อยมาจากร้านดังในตำนานอย่าง Masu Maki ทำให้มั่นใจได้เลยว่ารสชาติและการสร้างสรรค์เมนูจะยังคงความฟินและน่าประทับใจไม่เปลี่ยน บรรยากาศภายในร้านให้ความรู้สึกอบอุ่น เป็นกันเอง เหมาะกับการมานั่งทานอาหารสบายๆ จุดเด่นที่ทำให้หลายคนติดใจคือความพิถีพิถันในการเลือกใช้วัตถุดิบจากพืชร้อยเปอร์เซ็นต์มาแต่งแต้มสีสันและรสชาติได้อย่างลงตัว จนลืมไปเลยว่ากำลังกินอาหารไร้เนื้อสัตว์อยู่ ยิ่งใครที่ชอบนั่งดูเชฟปั้นซูชิสดๆ แบบคำต่อคำ บอกเลยว่ามาร้านนี้ตอบโจทย์ความสุนทรีย์ในการกินได้อย่างดีเยี่ยม

สำหรับเมนูเด็ดที่ห้ามพลาดและถือเป็นซิกเนเจอร์ชวนว้าวก็คือ Waki Waki Maki โรลคำโตที่มีส่วนผสมของเนื้อจากพืช ครีมชีส บีทรูท แครอท เพิ่มความเผ็ดร้อนนิดๆ ด้วยพริกเจอลาปิโนและสไปซี่มายองเนส หรือถ้าใครชอบแนวกรุบกรอบต้องลอง Naked Samurai Maki ที่ผสมผสานเทมปุระบีทรูท หน่อไม้ฝรั่ง และเห็ดเข็มทองอบกรอบเข้าด้วยกัน ส่วนสายเส้นเขาก็มี Yaki Tofu Noodle หรือยากิอุด้งรสเข้มข้นให้เลือกอิ่มอร่อย นอกจากนี้ยังมีเมนูของว่าง เมนูข้าวหน้าต่างๆ อย่าง ข้าวหน้าแกงกะหรี่ญี่ปุ่น และซูชินิฮิริอีกหลากหลายหน้า ถือเป็นสวรรค์ของคนรักอาหารญี่ปุ่นสายวีแกนที่แท้จริงเพราะทุกจานสร้างสรรค์ออกมาได้แปลกใหม่ ไม่ซ้ำซากจำเจ

ในส่วนของเรื่องราคาก็ถือว่าสมเหตุสมผล เมนูซูชิโรลจานหลักจะอยู่ที่ประมาณสองร้อยถึงสามร้อยกว่าบาท ส่วนเมนูมาตรฐานอื่นๆ เริ่มต้นเพียงหลักสิบเท่านั้น เมื่อคำนวณดูแล้วช่วงราคาเฉลี่ยต่อหัวจะตกอยู่ราวๆ 300-500 บาท ขึ้นอยู่กับปริมาณเมนูที่เลือกสั่ง ถือว่าเป็นเรทราคาที่จับต้องได้และคุ้มค่ามากๆ เมื่อเทียบกับประสบการณ์ความอร่อยแบบไร้เนื้อสัตว์ในสไตล์ญี่ปุ่นแท้ๆ ที่ทางร้านตั้งใจมอบให้ในทุกคำ

WAKI WAKI

เวลาทำการ

อ.-อา. 11:00 a.m.-9:30 p.m., ปิดทุกวันจันทร์

ที่อยู่

46/1 ซ.สุขุมวิท 24 แขวงคลองตัน เขตคลองเตย กรุงเทพมหานคร 10110

3. Aeeen

Aeeen เป็นพิกัดลับในเชียงใหม่ที่คนรักสุขภาพและหลงใหลในวิถีพืชผักต้องตามไปเช็คอินให้ได้ ร้านนี้ส่งตรงความอบอุ่นโดยเจ้าของร้านชาวญี่ปุ่นแท้ๆ ที่ต้อนรับขับสู้ผู้มาเยือนอย่างเป็นกันเองสุดๆ จนรู้สึกเหมือนได้วาร์ปไปนั่งทานข้าวในบ้านเพื่อนที่ญี่ปุ่นจริงๆ ไฮไลท์สำคัญที่ทำให้ร้านนี้มีความพิเศษไม่ซ้ำใครในโลกคือการชูแนวคิดอาหารเจแบบเซนโบราณมาตีความใหม่ในสไตล์ Neo Shojin Ryori โดยมุ่งเน้นการใช้ศาสตร์แห่งการหมักบ่มธรรมชาติเพื่อเติมเต็มจิตวิญญาณ และที่น่ากราบใจมากคือทางร้านลงมือทำวัตถุดิบหลักอย่างเต้าหู้สดและเครื่องปรุงต่างๆ เองใหม่ๆ ในทุกวัน เพื่อให้ได้สารอาหารและรสชาติที่บริสุทธิ์ที่สุด

เมนูเด็ดที่ใครมาก็ต้องสั่งคืออุด้งนมถั่วเหลือง ซึ่งใช้เส้นทำมือเหนียวนุ่มเฉพาะตัว ลอยมาในน้ำซุปนมถั่วเหลืองอุ่นๆ รสกลมกล่อมนัวลิ้น ถัดมาเป็นแกงกะหรี่เต้าหู้จานซิกเนเจอร์ที่กินคู่กับข้าวออร์แกนิกและผักสลัดสดเคียง หรือถ้าอยากลิ้มรสธรรมชาติแบบเน้นๆ ต้องจัดเต้าหู้สดโฮมเมดที่เนื้อเนียนนุ่มละมุนละไมทานคู่กับโชยุสูตรดั้งเดิม นอกจากนี้ยังมีไอเทมแปลกใหม่อย่าง ขนมปังนีโอฟอคคัสเซียที่หมักจากน้ำแช่ข้าว ข้าวหน้าเทมเป้เบอร์เกอร์หลากซอส และปิดท้ายมื้อด้วยเครื่องดื่มผลไม้หมักตามฤดูกาลอย่างน้ำมะม่วงผสมขิงที่ช่วยรีเฟรชร่างกายได้ดีเยี่ยม นับเป็นความอร่อยในแบบฉบับอาหารญี่ปุ่นสำหรับชาววีแกนที่เปี่ยมไปด้วยความคิดสร้างสรรค์อย่างแท้จริง

แม้ว่ากรรมวิธีการทำของแต่ละจานจะดูเฮดเมดและมีความพิถีพิถันสูงมาก แต่ราคาอาหารของที่นี่กลับน่ารักและเป็นมิตรกับกระเป๋าตังค์อย่างเหลือเชื่อ โดยเมนูของว่างและจานเคียงเริ่มต้นเพียงหลักสิบเท่านั้น ส่วนจานหลักประเภทข้าวหน้าต่างๆ แกงกะหรี่ หรืออุด้ง จะเกาะกลุ่มอยู่ที่ราคาประมาณ 100-300 บาท เฉลี่ยรวมๆ แล้วงบประมาณต่อหัวจะตกอยู่ราวๆ 200-400 บาทก็สามารถอิ่มอร่อยจนพุงกางพร้อมได้สุขภาพดีๆ กลับไปแบบเต็มอิ่ม

Aeeen

เวลาทำการ

พฤ.-อา. 11:00 a.m.-5:00 p.m., ปิดทุกวันจันร์ อังคาร และพุธ

ที่อยู่

Unnamed Road, ตำบลสุเทพ อำเภอเมืองเชียงใหม่ เชียงใหม่ 50200

4. SUSTAINA Organic Shop & Restaurant

SUSTAINA Organic Shop & Restaurant ขนแนวคิดรักโลกและใส่ใจสิ่งแวดล้อมมาส่งต่อมาในรูปแบบโอเอซิสกลางเมืองใหญ่ ตัวร้านเป็นคาเฟ่และร้านขายสินค้าออร์แกนิกที่ให้ความรู้สึกผ่อนคลายและร่มรื่นตั้งแต่แรกก้าวเข้ามา จุดเด่นที่ทำให้ใครหลายคนปักหมุดไว้เป็นร้านโปรดคือความใส่ใจในทุกจานอาหาร เพราะที่นี่เน้นเสิร์ฟเมนูโฮมเมดสไตล์ญี่ปุ่นและไทยที่ใช้วัตถุดิบสดใหม่ส่งตรงจากฟาร์ม ปราศจากสารเคมี ผงชูรส และสารเติมแต่งใดๆ ทั้งสิ้น แถมทางร้านยังไม่มีการนำเนื้อสัตว์ฟาร์มระบบอุตสาหกรรมมาใช้เลย ทำให้กลายเป็นคอมมูนิตี้ที่ปลอดภัยและเป็นมิตรสำหรับคนที่อยากเติมพลังกายพลังใจด้วยวิถีธรรมชาติอย่างแท้จริง

รายการอาหารของร้านรังสรรค์ออกมาได้น่ากินและดีต่อระบบขับถ่ายมากๆ เมนูขึ้นชื่อที่ยกให้เป็นราชาแห่งเต้าหู้เลยก็คือ เต้าหู้ผัดพริกธัญพืชหรือมาโปเต้าหู้สูตรใส่คินัวรสชาติเข้มข้นกลมกล่อม ทานคู่กับข้าวกล้องร้อนๆ แล้วเข้ากันได้ดี อีกจานที่น่าสนใจไม่แพ้กันคือเต้าหู้แฮมเบอร์เกอร์ซอสเห็ดสามอย่างที่เสิร์ฟมาพร้อมผักเคียงพูนจาน หรือถ้าชอบรสชาติจัดจ้านแนวเอเชียก็มีผัดเปรี้ยวหวานเทมเป้น้ำส้มดำ เต้าหู้สเต็กซอสขิงโชยุ และผัดผักรวมเก้าอย่างซอสชิโอะโคจิ นอกจากนี้ยังมีสลัดโบว์ล ข้าวแกงกะหรี่ญี่ปุ่น รวมถึงบรรดาน้ำผลไม้สกัดเย็นและขนมอบโฮมเมดคอยให้บริการ เป็นการรวบรวมอาหารญี่ปุ่นแนววีแกนที่กินง่าย รสชาติละมุนลิ้น และไม่จำเจ

ในเรื่องของราคาถือว่าอยู่ในระดับที่คุ้มค่า โดยเมนูอาหารจานเดี่ยวและชุดเซ็ตสุขภาพส่วนใหญ่จะเกาะกลุ่มราคาอยู่ที่ประมาณ 200-300 บาท ส่วนเครื่องดื่มออร์แกนิกและเบเกอรี่ต่างๆ จะเริ่มต้นที่หลักสิบปลายๆ ไปจนถึงร้อยกว่าบาท เบ็ดเสร็จแล้วหากมานั่งทานอาหารแบบอิ่มกำลังดีบวกเครื่องดื่มสักแก้ว ช่วงราคาเฉลี่ยต่อหัวจะตกอยู่ราวๆ 300-500 บาท จัดว่าเป็นเรทราคาที่สมเหตุสมผลมากสำหรับการได้กินอาหารที่ปลอดภัยต่อร่างกายร้อยเปอร์เซ็นต์

SUSTAINA Organic Shop & Restaurant

เวลาทำการ

จ.-ส. 8:30 a.m.-7:30 p.m., ปิดทุกวันอาทิตย์

ที่อยู่

16/3-4 ซอย อ่อนนุช 74/1 แขวงประเวศ เขตประเวศ กรุงเทพมหานคร 10250

5. Yuzu Ramen Thailand

Yuzu Ramen Thailand ฉีกกฎวงการราเมงในบ้านเราด้วยการเป็นเจ้าแรกที่นำความหอมสดชื่นของส้มยูซุจากเมืองนอกมาผสานเข้ากับน้ำซุปสไตล์โตเกียวได้อย่างน่าอัศจรรย์ บรรยากาศภายในร้านอบอวลไปด้วยความคึกคัก ทันสมัย และตกแต่งสะท้อนกลิ่นอายโมเดิร์นเจแปนนิส จุดเด่นที่ทำให้ใครๆ ต้องมาต่อคิวคือความพิถีพิถันที่เราสามารถออกแบบชามราเมงของตัวเองได้ตามใจชอบ ตั้งแต่ความหนาของตัวเส้น ความนุ่มเด้ง ไปจนถึงระดับความเข้มข้นของน้ำซุป ทำให้การมากินราเมงที่นี่กลายเป็นเรื่องสนุกและได้รสชาติที่ถูกปากตัวเองมากที่สุด

สำหรับผู้ที่กำลังมองหาทาเมนูวีแกน ทางร้านก็มีเมนูชูโรงสุดว้าวอย่าง Spicy Yuzu Vegetarian Ramen ราเมงสูตรไร้เนื้อสัตว์ที่ทำออกมาได้จัดจ้านและกลมกล่อมไม่แพ้ชามปกติ ตัวน้ำซุปเคี่ยวจากผักหลากชนิดผสมผสานกับน้ำส้มยูซุแท้ๆ ให้รสสัมผัสเปรี้ยวอมหวานพ่วงด้วยกลิ่นหอมอโรมาที่ชวนสดชื่นซดคล่องคอ ทานคู่กับเส้นราเมงสูตรพิเศษที่ไม่มีส่วนผสมของไข่ไก่ แต่ยังคงความเหนียวนุ่มสู้ฟัน ท็อปปิ้งด้านบนด้วยเต้าหู้ทอดชิ้นโตที่ซับน้ำซุปไว้ได้อย่างฉ่ำๆ แถมยังเลือกปรับระดับความเผ็ดได้ตามเลเวลที่ชอบตั้งแต่ยี่สิบห้าเปอร์เซ็นต์ไปจนถึงเผ็ดพ่นไฟที่สองร้อยเปอร์เซ็นต์ ถือเป็นมิติใหม่ของอาหารญี่ปุ่นสายวีแกนที่ลบภาพจำความจืดชืดออกไปจนหมดสิ้น

ด้วยความที่เป็นแบรนด์ราเมงระดับพรีเมียมพ่วงกับการใช้วัตถุดิบนำเข้าชั้นดี ราคาต่อชามจึงขยับขึ้นมาตามคุณภาพ โดยราเมงชามหลักจะเกาะกลุ่มราคาเริ่มต้นอยู่ที่ประมาณ 300 บาทขึ้นไป และหากสั่งเมนูทานเล่นยอดฮิตหรือเครื่องดื่มสูตรยูซุโฮมเมดมาทานคู่กัน ราคาเฉลี่ยต่อหัวสำหรับการมาอิ่มอร่อยที่นี่จะตกอยู่ราวๆ 400-600 บาท ซึ่งเป็นเรทราคาที่คุ้มค่ามากเมื่อเทียบกับความเข้มข้นจัดจ้านในแบบฉบับต้นตำรับแท้ๆ ที่ปรุงออกมาได้ถูกปากคนไทยอย่างลงตัว

Yuzu Ramen Thailand

เวลาทำการ

ทุกวัน 11:30 a.m.-10:00 p.m.

ที่อยู่

9, เลขที่ 258, 10 สยามสแควร์ ซอย 3 แขวงปทุมวัน เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร 10330

6. Mensho Tokyo BKK

Mensho Tokyo BKK ราชาแห่งวงการราเมงคราฟต์ที่ส่งตรงความอร่อยจากโตเกียวมาให้คนไทยได้ลิ้มลอง ภายใต้การดูแลของมาสเตอร์เชฟชื่อดัง โทโมฮารุ โชโนะ บรรยากาศภายในร้านให้ความรู้สึกเท่ ขรึม แต่แฝงไปด้วยความอบอุ่นสไตล์โมเดิร์นเจแปนนิส จุดเด่นที่สะกดใจสายกินคือปรัชญาแบบฟาร์มทูโบวล์ (Farm to bowl) ที่คัดสรรวัตถุดิบคุณภาพสูงจากเกษตรกรโดยตรง บวกกับการโชว์ห้องทำเส้นให้เห็นกันสดๆ โดยทางร้านปั้นและนวดเส้นราเมงใหม่ทุกวันจากแป้งพรีเมียมนำเข้า ทำให้ได้เส้นที่มีความหอมและเหนียวนุ่มเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวแบบที่หาทานจากที่ไหนไม่ได้ง่ายๆ

สำหรับสายสุขภาพที่มองหาจานเด็ดแบบไร้เนื้อสัตว์ ทางร้านก็มีไลน์อาหารที่ทำออกมาได้อร่อยนัวจนแทบไม่น่าเชื่อว่าเป็นเมนูวีแกน เมนูยอดฮิตอันเป็นซิกเนเจอร์คือ Vegan Black Tantanmen ราเมงซุปงาดำรสเข้มข้นที่เคี่ยวจากสต๊อกผัก สาหร่ายคอมบุ และเห็ด ผสานความหอมมันอูมามิจากนมอัลมอนด์ ถั่วเหลือง และถั่วรมควัน ทานคู่กับเส้นหยักโฮมเมดและเนื้อจากพืชปรุงรสคล้ายหมูสับ หรือถ้าใครชอบแนวสดชื่นต้องลอง Vegan Yuzu Shio ที่ชูความหอมของส้มยูซุคู่กับความหวานธรรมชาติของมะเขือเทศฝรั่งเศสสายพันธุ์มาร์มองด์ (Marmande) และยังมี Vegan Spicy Yuzu สำหรับคนที่อยากเติมความเผ็ดร้อนละมุนลิ้น ถือเป็นการยกระดับอาหารญี่ปุ่นสไตล์คราฟต์ราเมงสำหรับชาววีแกนให้มีความลุ่มลึกและเต็มไปด้วยมิติของรสชาติอย่างแท้จริง

เนื่องจากเป็นร้านราเมงระดับพรีเมียมที่ใส่ใจในรายละเอียดทุกขั้นตอน ราคาต่อชามจึงขยับขึ้นตามมาด้วย โดยเมนูชามวีแกนหลักๆ จะเริ่มต้นอยู่ที่ประมาณ 400-500 บาท และเมื่อรวมกับการสั่งเครื่องดื่มหรือของทานเล่นเพิ่มเติมเข้ามาเติมเต็มมื้ออาหาร ค่าใช้จ่ายและช่วงราคาเฉลี่ยต่อหัวจะตกอยู่ราวๆ 400-700 บาท แม้จะดูเป็นเรทราคาที่ค่อนข้างสูงแต่เมื่อเทียบกับความประณีต วัตถุดิบระดับท็อป และรสชาติซุปที่กลมกล่อมเข้มข้นในทุกคำแล้ว ถือเป็นความคุ้มค่าที่สายเส้นต้องมาลองให้ได้สักครั้ง

Mensho Tokyo BKK

เวลาทำการ

ทุกวัน 11:00 a.m.-9:30 p.m.

ที่อยู่

571 อาร์เอสยู ทาวเวอร์ (RSU Tower) ห้อง G-03 ชั้น G แขวงคลองตันเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพมหานคร 10110

7. Mr.Genki Restaurant

Mr.Genki Restaurant พร้อมเปิดประตูต้อนรับทุกคนเข้าสู่มิติใหม่ของวงการอาหารพืชผักที่การันตีความเด็ดโดยเชฟฝีมือดีบินตรงมาจากประเทศญี่ปุ่น บรรยากาศภายในร้านให้กลิ่นอายความเรียบง่าย เป็นกันเอง และให้ฟีลเหมือนร้านอาหารตามสั่งสไตล์ญี่ปุ่น จุดเด่นอันเป็นเอกลักษณ์ของที่นี่คือการแปลงโฉมอาหารรสชาติคุ้นเคยให้กลายเป็นเวอร์ชันไร้เนื้อสัตว์ได้อย่างน่าอัศจรรย์ โดยเน้นความประณีตและการคัดสรรซอสรวมถึงเครื่องปรุงสูตรเฉพาะตัว ทำให้ผู้ที่เข้ามาทานได้รับความรู้สึกอิ่มเอมใจและลบภาพจำแบบเดิมๆ ไปได้เลย

ทางด้านรายการอาหารบอกเลยว่ามีหมวดหมู่ให้เลือกละลานตามากตั้งแต่ซูชิ ราเมง แกงกะหรี่ ไปจนถึงของทานเล่น จานซิกเนเจอร์ขายดีที่ใครมาก็ต้องสั่งคือ Unagi Maki ข้าวปั้นหน้าปลาไหลเจรสสัมผัสนุ่มนวลฉ่ำซอส และหมวดอุด้งร้อนๆ อย่าง Tonkatsu Udon ที่มาพร้อมหมูทอดทงคัตสึจากพืชเนื้อกรอบนอกฉ่ำใน ส่วนใครชอบแนวกระทะร้อนห้ามพลาด Omnipork Okonomiyaki หรือพิซซ่าญี่ปุ่นแป้งนุ่มเครื่องแน่น และเห็ดรวมผัดเนยเจ Kinoko Bata หอมกรุ่น รวมถึงเมนูคลายร้อนอย่าง Zaru Soba หรือโซบะเย็นรสสดชื่น ถือเป็นร้านรวมอาหารญี่ปุ่นที่ทำมาเพื่อตอบโจทย์วิถีวีแกนและมังสวิรัติแบบครบวงจร

ร้านนี้ถือว่าเป็นหนึ่งในร้านพิกัดสบายกระเป๋าที่เข้าถึงง่ายมากๆ เพราะราคาต่อจานเริ่มต้นเพียงหลักสิบปลายๆ สำหรับข้าวปั้นหน้ามาตรฐาน ส่วนเมนูจานหลักประเภทราเมง ข้าวหน้าต่างๆ หรือชุดเซ็ตอิ่มคุ้มจะเกาะกลุ่มราคาอยู่ที่ประมาณหนึ่งร้อยห้าสิบถึงสองร้อยเก้าสิบเก้าบาทเท่านั้น เมื่อคำนวณช่วงราคาเฉลี่ยต่อหัวรวมน้ำดื่มและของทานเล่นแล้ว จะตกอยู่ราวๆ 200-400 บาท ซึ่งจัดว่าเป็นเรทราคาที่คุ้มค่าและเป็นมิตรกับกระเป๋าเงินสุดๆ สำหรับมื้ออาหารคุณภาพดีแบบนี้

Mr.Genki Restaurant

เวลาทำการ

จ., พ.-อา. 11:00 a.m.-9:00 p.m., ปิดทุกวันอังคาร

ที่อยู่

407 ซอย อนามัยงามเจริญ 25 ถนนพระราม2 แขวงท่าข้าม เขตบางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร 10150

8. Kyushu Jangara Ramen

Kyushu Jangara Ramen พารสชาติต้นตำรับแท้ๆ จากเกาะคิวชูทางตอนใต้ของประเทศญี่ปุ่นมาเสิร์ฟให้คนไทยได้ลิ้มลองในบรรยากาศร้านที่เต็มไปด้วยชีวิตชีวา ตกแต่งสะท้อนวัฒนธรรมสไตล์คิวชูดั้งเดิมแบบเป็นกันเอง ยิ่งใครที่ชอบนั่งทานอาหารในมุมสงบแต่แฝงความอบอุ่นแบบร้านราเมงท้องถิ่นบอกเลยว่าตอบโจทย์มาก จุดเด่นที่ทำให้ร้านนี้ครองใจทั้งคนกินเนื้อสัตว์และคนกินพืชคือความใส่ใจในการพัฒนาสูตรซุปผักล้วนที่ยังคงความเข้มข้นลุ่มลึก ไม่จืดชืด ทำให้ทุกคนสามารถมานั่งร่วมโต๊ะล้อมวงซดซุปร้อนๆ ด้วยกันได้อย่างมีความสุข

เมื่อพูดถึงลิสต์อาหารสำหรับชาววีแกนที่นี่ทำออกมาได้น่าประทับใจ เมนูชูโรงที่ต้องสั่งคือ Vegan Shoyu Ramen ราเมงน้ำซุปซีอิ๊วญี่ปุ่นหรือโชยุรสชาติกลมกล่อมนัวลิ้น ท็อปปิ้งด้วยหมูแดงเจที่ทำจากยูบะหรือฟองเต้าหู้เนื้อนุ่มหนึบผสานกับผักสดหลากหลายชนิด หรือถ้าใครชอบแนวสดชื่นซดน้ำซุปคล่องคอก็มี Vegan Shio Ramen ซุปเกลือผสมส้มยูซุที่ให้รสสัมผัสเปรี้ยวอมเค็มสดชื่นติดปลายลิ้น ยิ่งไปกว่านั้นยังมีสูตรคุมาโมโตะที่หอมกลิ่นน้ำมันกระเทียมเจียวสีดำอันเป็นเอกลักษณ์ แถมยังสั่งท็อปปิ้งเสริมอย่างหน่อไม้ สาหร่าย และฟองเต้าหู้มาเคี้ยวเพิ่มความฟินได้ตามใจชอบ นับเป็นมิติใหม่ของอาหารญี่ปุ่นที่คนรักเส้นสายสุขภาพห้ามพลาด

เรทราคาของที่นี่ถือว่าสมเหตุสมผลตามมาตรฐานแบรนด์ราเมงชื่อดังจากญี่ปุ่น โดยราเมงวีแกนจะเกาะกลุ่มราคาอยู่ที่ประมาณสองร้อยกว่าบาทไปจนถึงสามร้อยกว่าบาท ขึ้นอยู่กับขนาดของชามและสูตรน้ำซุปที่เลือก หากมีการสั่งท็อปปิ้งผักเพิ่มหรือพ่วงเครื่องดื่มสูตรสดชื่นเข้ามาด้วย รวมแล้วช่วงราคาเฉลี่ยต่อหัวจะตกอยู่ราวๆ 300-500 บาท ซึ่งถือว่าเป็นงบประมาณที่คุ้มค่ามากกับการได้ดื่มด่ำซุปราเมงรสชาติละมุนลิ้นระดับตำนานโดยไม่ต้องบินไปไกลถึงเกาะคิวชู

Kyushu Jangara Ramen

เวลาทำการ

จ.-ส. 11:00 a.m.-8:00 p.m., ปิดทุกวันอาทิตย์

ที่อยู่

57/29 ถนน เพลินจิต แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร 10330

9. Tonchin Ramen

Tonchin Ramen พร้อมพาทุกคนไปสัมผัสจิตวิญญาณแห่งราเมงระดับโลกการันตีด้วยรางวัล Michelin Bib Gourmand จากนิวยอร์กถึงหกปีซ้อน บรรยากาศภายในร้านสาขาในไทยอย่างสยามพารากอนและเอ็มสเฟียร์ ตกแต่งออกมาได้น่านั่ง มีความโมเดิร์น ชิค และดูคึกคักมีชีวิตชีวาตามสไตล์ทงชิน จุดเด่นที่ชวนประทับใจคือความมุ่งมั่นในการทำราเมงคราฟต์ที่ใส่ใจในทุกรายละเอียด ตั้งแต่กระบวนการนวดเส้นไปจนถึงการเคี่ยวน้ำซุป โดยมาสเตอร์เชฟได้ลงมือรังสรรค์เมนูพิเศษเพื่อขยายขอบเขตความอร่อยให้เข้าถึงคนทุกกลุ่ม ทำให้ร้านนี้กลายเป็นจุดนัดพบชั้นยอดของทั้งสายกินทั่วไปและคนที่รักสุขภาพ

เมนูชวนลองสำหรับชาววีแกนบอกเลยว่าเชฟคัดสรรวัตถุดิบมาเนรมิตได้อย่างน่าทึ่งในเมนู Tonchin Vegan Miso Ginger Ramen ซุปมิโซะผสมขิงรสสัมผัสกลมกล่อมลุ่มลึก อัดแน่นไปด้วยรสอูมามิจากผักนานาชนิด ความพิเศษสุดๆ อยู่ตรงเส้นสดโฮมเมดที่เชฟทำมาจากผักแท้ๆ ร้อยเปอร์เซ็นต์ ตัวเส้นมีความเหนียวนุ่ม นุ่มเด้งสู้ฟัน ซึมซับน้ำซุปได้ดีเยี่ยม แถมยังท็อปปิ้งด้วยผักหลากสีสันที่ปรุงมาอย่างประณีต ลบภาพจำรสชาติเดิมๆ ของอาหารญี่ปุ่นแบบไร้เนื้อสัตว์ไปอย่างสิ้นเชิง เป็นหนึ่งชามที่สายกินพืชต้องมาโดนให้ได้สักครั้ง

เนื่องจากเป็นแบรนด์ระดับมิชลินและใช้วัตถุดิบคุณภาพเลิศ ราคาอาหารจึงจัดอยู่ในระดับพรีเมียมที่สมน้ำสมเนื้อ โดยราเมงชามวีแกนซิกเนเจอร์นี้มีราคาอยู่ที่ 280 บาท และเมื่อสั่งพ่วงเครื่องดื่มแก้วโปรดหรือของทานเล่นสไตล์โฮมเมดเพิ่มเติมเข้ามาในมื้อ ภาพรวมช่วงราคาเฉลี่ยต่อหัวสำหรับการมาอิ่มฟินที่นี่จะตกอยู่ราวๆ 300-500 บาท นับเป็นระดับราคาที่คุ้มค่ามากกับการได้ลิ้มลองฝีมือเชฟระดับโลกในพิกัดห้างหรูใจกลางเมือง

Tonchin Ramen

เวลาทำการ

ทุกวัน 10:30 a.m.-10:00 p.m.

ที่อยู่

ชั้น G สยามพารากอน 991 ถ. พระรามที่ 1 แขวงปทุมวัน เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร 10330

10. Lust Ramen

Lust Ramen เป็นร้านอาหารญี่ปุ่นที่เสิร์ฟความอร่อยในสไตล์ฟิวชั่น ท่ามกลางบรรยากาศแบบโฮมมี่ที่ให้ความรู้สึกอบอุ่น สบายๆ เหมือนนั่งทานข้าวอยู่ที่บ้าน จุดเด่นของที่นี่คือการผสานเสน่ห์ของราเมงแบบดั้งเดิมเข้ากับรสชาติที่ทันสมัยแปลกใหม่ เส้นของทางร้านขึ้นชื่อเรื่องความเหนียวนุ่มเป็นเอกลักษณ์ ซดคู่กับน้ำซุปที่ปรุงมาอย่างเข้มข้น เครื่องแน่นเต็มชาม ถือเป็นพิกัดที่เหมาะมากสำหรับการมาล้อมวงทานมื้อค่ำแบบเรียบง่ายกับเพื่อนหรือครอบครัว

ในส่วนของเมนูสำหรับชาววีแกนทางร้านได้แยกหมวดหมู่เอาไว้อย่างชัดเจน โดยมีจานชูโรงยอดฮิตอย่าง Vegan Tomato Ramen ราเมงซุปมะเขือเทศสีสันสดใสที่ให้รสชาติหอมหวานอมเปรี้ยวตามธรรมชาติ ท็อปปิ้งด้วยมะเขือเทศสไลด์สด ข้าวโพดหวาน และผักกาดกวางตุ้งไต้หวัน หรือหากใครชอบความหอมละมุนแนวเคลียร์ซุปก็มี Vegan Mushroom Ramen ซุปเห็ดหอมรสกลมกล่อมที่อัดแน่นไปด้วยเห็ดชิอิตาเกะ เห็ดชิเมจิขาว และข้าวโพด นอกจากนี้ยังมี Zaru Ramen หรือซารุโซบะเย็นเส้นนุ่มเสิร์ฟพร้อมซอสสูตรเจให้เลือกทานคลายร้อน นับเป็นสวรรค์ของคนรักอาหารญี่ปุ่นสายรักสุขภาพที่ชอบความเรียบง่ายแต่รสชาติเข้มข้นถึงใจ

เรื่องของราคาและงบประมาณในการมาอิ่มอร่อยที่นี่ จัดว่าน่ารักและเป็นมิตรกับกระเป๋าเงินเป็นมาก โดยเมนูในกลุ่มวีแกนจานหลักจะเกาะกลุ่มราคาเริ่มต้นเพียงเก้าสิบเก้าบาทไปจนถึงหนึ่งร้อยสิบเก้าบาทเท่านั้น ส่วนเมนูทานเล่นอื่นๆ ก็เริ่มต้นในราคาหลักสิบ ทำให้เมื่อคำนวณช่วงราคาเฉลี่ยต่อหัวรวมเครื่องดื่มแล้ว จะตกอยู่ราวๆ 100-200 บาท เรียกได้ว่าเป็นเรทราคาที่คุ้มค่า จับต้องได้ง่าย และสามารถแวะมาฝากท้องได้บ่อยๆ โดยไม่ต้องกังวลเรื่องงบประมาณ

Lust Ramen

เวลาทำการ

ทุกวัน 9:30 a.m.-9:00 p.m.

ที่อยู่

5, Mall, Samseni, แขวงพญาไท เขตพญาไท กรุงเทพมหานคร 10400