10 ร้านอาหารญี่ปุ่นสไตล์เรโทร (Retro) กลิ่นอายย้อนยุคสุดคลาสสิกที่ชวนนึกถึงวันวาน
หากคุณเป็นคนหนึ่งที่หลงใหลในกลิ่นอายความคลาสสิกและกำลังมองหาร้านอาหารญี่ปุ่นที่สามารถพาย้อนเวลากลับไปสัมผัสความทรงจำในวันวานได้อย่างเต็มอิ่ม การเลือกไปเช็คอินตามพิกัดที่มีการตกแต่งแนวเรโทรย่อมตอบโจทย์ได้ดีที่สุด เพราะร้านเหล่านี้ไม่เพียงแต่เสิร์ฟเมนูต้นตำรับรสชาติเลิศรสที่ปรุงอย่างพิถีพิถันเท่านั้น แต่ยังอบอวลไปด้วยบรรยากาศย้อนยุคอันแสนอบอุ่น ชวนให้นึกถึงวิถีชีวิตดั้งเดิมของคนญี่ปุ่น ท่ามกลางแสงไฟสลัวและเฟอร์นิเจอร์ไม้ที่บอกเล่าเรื่องราวผ่านกาลเวลา เหมาะมากสำหรับใช้เป็นพื้นที่หลีกหนีความวุ่นวายมานั่งพักผ่อนละเลียดความอร่อยพร้อมดื่มด่ำความทรงจำเก่าๆ ไปพร้อมกัน
1. Thonglor Yokocho
Thonglor Yokocho ชวนให้หวนคิดถึงกลิ่นอายความคลาสสิกในยุคโชวะด้วยการจำลองบรรยากาศตรอกซอกซอยร้านอิซากายะของญี่ปุ่นมาไว้ใจกลางทองหล่อ ร้านอาหารญี่ปุ่นแห่งนี้เปิดต้อนรับเหล่านักชิมมานานกว่า 12 ปี ตกแต่งพื้นที่อย่างมีชีวิตชีวาด้วยสไตล์เรโทรที่ให้ความรู้สึกอบอุ่นเป็นกันเอง เหมือนได้ก้าวข้ามกาลเวลาไปนั่งดื่มกินที่ต่างประเทศ มีมุมเคาน์เตอร์บาร์สำหรับนั่งเสพความคลาสสิกคนเดียวเงียบๆ ไปจนถึงโต๊ะตัวใหญ่สำหรับแฮงเอาต์เป็นกลุ่ม ยิ่งไปกว่านั้นยังมีไฮไลต์เด็ดอย่างช่วงเวลาแห่งความสุขกับโปรโมชันเครื่องดื่มซื้อหนึ่งแถมสองที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกวัน ช่วยเติมเต็มสีสันให้การสังสรรค์หลังเลิกงานสนุกสนานและคุ้มค่ามากยิ่งขึ้น
เมื่อเปิดดูเมนูจะพบความหลากหลายที่ผสมผสานระหว่างจานเด่นต้นตำรับและฟิวชันสร้างสรรค์ โดยมีพระเอกตลอดกาลคือแกงกะหรี่ซุปสไตล์ฮอกไกโด (Hokkaido Curry Soup) ที่ส่งกลิ่นหอมกรุ่นโชว์รสสัมผัสเข้มข้นกลมกล่อม เลือกท็อปปิ้งได้ตามใจชอบไม่ว่าจะเป็นน่องไก่เนื้อนุ่มชิ้นโตที่ตุ๋นจนเปื่อยละลายในปาก หรือจะเป็นหอยนางรมสดใหม่ส่งตรงจากฮิโรชิม่า นอกจากนี้ยังมีแกงกะหรี่สูตรโอซาก้าและราเมงรสเผ็ดร้อนให้ลิ้มลอง สำหรับสายกับแกล้มก็มีเมนูห้ามพลาดอย่างคุชิยากิย่างเตาถ่านที่ส่งกลิ่นหอมชวนน้ำลายสอ พิซซ่าญี่ปุ่นหน้าแน่น และของทอดเคี้ยวเพลินอีกหลายรายการที่กินคู่กับเครื่องดื่มเย็นๆ ได้อย่างลงตัว
สำหรับการมาดื่มด่ำความอร่อยและซึมซับความหลังที่ร้านนี้ เนื่องจากอาหารจานหลักซึ่งเริ่มต้นเพียงหลักร้อยต้นๆ ควบคู่กับโปรโมชันเครื่องดื่มสุดพิเศษ พบว่าค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อหัวจะตกอยู่ที่ประมาณ 350-600 บาท ถือเป็นระดับราคาที่เข้าถึงง่ายและเป็นมิตรกับกระเป๋าสตางค์อย่างมากเมื่อเทียบกับทำเลที่ตั้งและประสบการณ์ความสุขสไตล์ย้อนยุคที่ได้รับกลับไป
Thonglor Yokocho
- เวลาทำการ
จ.-ศ. 5:00 p.m.-12:00 a.m.
ส.-อา. 11:30 a.m.-12:00 a.m.
- ที่อยู่
138, 1 ถนน สุขุมวิท แขวงคลองตันเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพมหานคร 10110
- หน้ารายละเอียดร้าน
2. Ryukyu cuisine ChimChim
Ryukyu cuisine ChimChim จะพาทุกคนไปสัมผัสเสน่ห์อันเป็นเอกลักษณ์ของโอกินาว่า เกาะทางตอนใต้ของญี่ปุ่นที่เต็มไปด้วยวัฒนธรรมเฉพาะตัว โดยร้านซ่อนตัวอยู่ในย่านเอกมัย ทันทีที่เดินเข้ามาจะรู้สึกได้ถึงความอบอุ่นและเป็นกันเองของการตกแต่งที่ผสมผสานความคลาสสิกสไตล์พื้นบ้านได้อย่างลงตัว ให้ความรู้สึกเหมือนกำลังนั่งล้อมวงกินข้าวในบ้านของคนสนิทที่ญี่ปุ่น จุดเด่นของที่นี่คือการส่งมอบกลิ่นอายความย้อนยุคผ่านการต้อนรับที่ใส่ใจและบรรยากาศที่เชื้อเชิญให้หลีกหนีจากความวุ่นวายภายนอก เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการมานั่งพักผ่อนสังสรรค์ชิลๆ หลังเลิกงาน
หัวใจหลักของร้านอาหารญี่ปุ่นแห่งนี้คือเมนูพื้นเมืองโอกินาว่าแท้ๆ ที่ปรุงโดยฝีมือของคุณแม่ชาวญี่ปุ่นหรือที่เรียกกันว่าอันมาร์ โดยมีชาบูชาบูหมูดำคุโรบุตะนำเข้าเป็นซิกเนเจอร์เด็ด โดดเด่นด้วยเนื้อหมูสไลด์บางนุ่มที่นำไปแกว่งในน้ำซุปรสกลมกล่อม สูตรลับอยู่ที่น้ำจิ้มสไตล์สึเกะจิรุที่ทางร้านพิถีพิถันเคี่ยวเค็มหวานกำลังดี ช่วยดึงรสชาติความหวานตามธรรมชาติของเนื้อหมูออกมาได้อย่างเต็มคำ นอกจากนี้ยังมีจานท้องถิ่นยอดฮิตอย่างมะระผัดไข่ใส่เต้าหู้และหมูสามชั้นตุ๋นซีอิ๊วจนเปื่อยละลาย รวมถึงข้าวหน้าหมูสามชั้น และท็อปปิ้งยอดนิยมอย่างสาหร่ายพวงองุ่นสดกรอบ ยิ่งถ้าได้สั่งเครื่องดื่มพื้นเมืองขึ้นชื่ออย่างอาวาโมริมาจิบควบคู่ไปด้วย จะยิ่งเข้ากันได้เป็นอย่างดี
เมื่อพิจารณาจากวัตถุดิบนำเข้าคุณภาพเยี่ยมและกรรมวิธีการปรุงสูตรดั้งเดิม ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยสำหรับการมาทานอาหารที่นี่จะตกอยู่ที่ประมาณ 400-800 บาทต่อคน ขึ้นอยู่กับว่าสั่งเมนูจานเดี่ยวหรือเลือกอิ่มอร่อยกับชุดชาบูชาบูชุดใหญ่ ซึ่งถือว่าเป็นราคาที่คุ้มค่ามากสำหรับใครที่อยากลิ้มลองรสชาติโอกินาว่าแบบโฮมเมดแท้ๆ ท่ามกลางบรรยากาศอบอุ่นในย่านใจกลางเมืองโดยไม่ต้องบินไปไกลถึงญี่ปุ่น
Ryukyu cuisine ChimChim
- เวลาทำการ
ทุกวัน 12:00 p.m.-11:00 p.m.
- ที่อยู่
71 ซ. สุขุมวิท 65 PhrakanongNuea Sub-district, เขตวัฒนา กรุงเทพมหานคร 10110
- หน้ารายละเอียดร้าน
3. Ebisu Shoten Silom
Ebisu Shoten Silom ปลุกความคึกคักแบบสตรีทฟู้ดเมืองโอซาก้าให้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้งบนทำเลที่เดินทางแสนสะดวกย่านสีลม ตัวร้านนำเสนอเอกลักษณ์ของแผงลอยญี่ปุ่นโบราณด้วยโครงสร้างไม้ ป้ายเมนูเขียนมือ และแสงไฟสีส้มสลัวอันแสนอบอุ่น ให้ฟีลลิ่งแบบเรโทรที่ชวนให้คิดถึงร้านกินดื่มริมทางในวันวานอย่างแท้จริง บรรยากาศด้านในมีความเป็นกันเองและครึกครื้นมาก เหมาะจะเป็นจุดนัดพบสำหรับชาวออฟฟิศและกลุ่มเพื่อนที่ต้องการมาทิ้งตัวพิงเก้าอี้ เม้าท์มอยเรื่องราวเก่าๆ แถมยังมีทีเด็ดตรงโปรโมชันแฮปปี้อาวร์ที่เสิร์ฟเครื่องดื่มเย็นๆ ในราคาสบายกระเป๋าตั้งแต่ช่วงกลางวันลากยาวไปจนถึงค่ำ คอยเติมสีสันให้การสังสรรค์สนุกสนานไม่มีสะดุด
ขยับมาดูอาหารของร้านอาหารญี่ปุ่นแห่งนี้กันบ้าง เมนูมีให้เลือกละลานตามากแต่จานซิกเนเจอร์ที่ทุกคนต้องสั่งมาวางกลางโต๊ะคือ คุชิคัตสึ หรือของทอดเสียบไม้สไตล์โอซาก้าแท้ๆ ที่ชุบแป้งบางกรอบทอดมาแบบร้อนๆ ไม่อมน้ำมัน จิ้มกับซอสสูตรเฉพาะเข้มข้นสะใจ นอกจากนี้ยังมีเมนูยอดฮิตอย่างยากิโซบะกระทะร้อน ซาซิมิสดใหม่ที่หั่นมาชิ้นหนากำลังดี เทมปุระฟูกรอบ รวมถึงเมนูเส้นจานด่วนอย่างอุด้งและโซบะที่น้ำซุปรสชาติเชลยใจ ส่วนใครที่เป็นสายกับแกล้มแนวอิซากายะ ที่นี่ก็มีถั่วแระญี่ปุ่น ทาโกะวาซาบิ และเมนูย่างไฟให้เคี้ยวเพลินคู่กับไฮบอลได้อย่างเข้ากันสุดๆ
เรื่องความคุ้มค่านับเป็นจุดแข็งหลักที่ทำให้หลายคนแวะเวียนมาซ้ำได้บ่อยๆ เพราะราคาอาหารเฉลี่ยส่วนใหญ่เริ่มต้นที่หลักสิบถึงร้อยต้นๆ เท่านั้น เมื่อคำนวณค่าอาหารจานหลักบวกกับของทานเล่นและเครื่องดื่มโปรโมชันแล้ว ช่วงราคาเฉลี่ยต่อหัวจะอยู่ที่ประมาณ 250-500 บาท ถือเป็นตัวเลือกที่มิตรภาพมากๆ สำหรับย่านใจกลางเมืองหลวง ได้ทั้งความอิ่มท้องแบบจัดเต็มและได้เสพความสุขในกลิ่นอายย้อนยุคไปพร้อมกัน
Ebisu Shoten Silom
- เวลาทำการ
จ.-พฤ., อา. 11:00 a.m.-1:00 a.m.
ศ.-ส. 11:00 a.m.-3:00 a.m.
- ที่อยู่
บริษัท ไมที ฮีรอส จำกัด, อาคารพรภิวัฒน์ ชั้นที่ 1 เอบี, 149, 27-28 ถ. สุรวงศ์ แขวงสุริยวงศ์ เขตบางรัก กรุงเทพมหานคร 10500
- หน้ารายละเอียดร้าน
4. Ma Maison Bangkok
Ma Maison Bangkok มอบประสบการณ์ดินเนอร์ที่แตกต่างด้วยการพาย้อนเวลาไปสัมผัสวัฒนธรรม โยโชกุ หรืออาหารฝรั่งสไตล์ญี่ปุ่นที่ผสมผสานกลิ่นอายตะวันตกได้อย่างมีเอกลักษณ์ ซ่อนตัวอยู่ในดองกี้ ทองหล่อ ร้านอาหารญี่ปุ่นแห่งนี้สะกดสายตาตั้งแต่แรกเห็นด้วยการตกแต่งแนวแอนทีคที่ดูหรูหราแต่ว่าอบอุ่น เฟอร์นิเจอร์ไม้โทนสีเข้มและโคมไฟดีไซน์คลาสสิกช่วยสร้างบรรยากาศเรโทรคล้ายกับร้านคาเฟ่ชั้นนำในโตเกียวยุคเก่า ยิ่งทำให้รู้สึกผ่อนคลายและเป็นส่วนตัว เหมาะมากสำหรับวันพิเศษที่ต้องการพาครอบครัวมาดื่มด่ำความทรงจำดีๆ หรือนัดเดทกับคนรู้ใจในสเปซที่เงียบสงบและมีระดับ
เสน่ห์ของอาหารที่นี่เน้นความพิถีพิถันแบบโฮมเมด โดยมีจานซิกเนเจอร์ห้ามพลาดอย่างสเต๊กแฮมเบิร์กทำมือชิ้นหนานุ่มที่เชฟนวดเนื้ออย่างตั้งใจจนได้สัมผัสที่ชุ่มฉ่ำ ราดด้วยซอสเดมิกลาสสูตรเข้มข้นเข้านึกถึงรสชาติแบบดั้งเดิม ทานคู่กับข้าวสวยร้อนๆ หรือสลัดผักเคียง นอกจากนี้ในเล่มเมนูก็ยังมีจานเด็ดชวนน้ำลายสออีกเพียบ ไม่ว่าจะเป็นข้าวห่อไข่ซอสแกงกะหรี่รสละมุน สปาเกตตี้นาโปลิตันผัดซอสมะเขือเทศที่เส้นเหนียวนุ่มกำลังดี กุ้งทอดฟรายส์ไซส์ยักษ์ชุบเกล็ดขนมปังกรอบ และสเต๊กเนื้อวัวเกรดพรีเมียมที่ย่างมาสุกพอเหมาะ ทุกจานล้วนชวนให้นึกถึงเมนูวัยเด็กที่เรียบง่ายแต่เปี่ยมไปด้วยความประทับใจ
สำหรับมื้ออาหารสุดพิเศษท่ามกลางการตกแต่งที่สวยงามและวัตถุดิบคุณภาพสูงที่คัดสรรมาอย่างละเอียด ค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่จะแปรผันตามประเภทของเนื้อสัตว์และรูปแบบการสั่งแบบจานเดี่ยวหรือจัดเป็นเซต โดยราคาเฉลี่ยต่อหัวจะตกอยู่ที่ประมาณ 400-900 บาท เมื่อเทียบกับปริมาณอาหารที่อิ่มกำลังดี รสชาติกลมกล่อมตามมาตรฐานญี่ปุ่นแท้ และบรรยากาศย้อนวันวานที่หาได้ยากในเมืองกรุงแล้ว ถือเป็นมูลค่าที่คุ้มค่าแก่การมาเยือนเพื่อเติมเต็มความสุขอย่างแน่นอน
Ma Maison Bangkok
- เวลาทำการ
ทุกวัน 11:00 a.m.-9:00 p.m.
- ที่อยู่
Rm 304 3rd Fl, 107 ซ. สุขุมวิท 63 แขวงคลองตันเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพมหานคร 10110
- หน้ารายละเอียดร้าน
5. Hanaya
Hanaya พร้อมพาเราเดินทางย้อนเวลากลับไปสู่จุดเริ่มต้นของวัฒนธรรมการกินแบบญี่ปุ่นในเมืองไทย เพราะนี่คือร้านอาหารญี่ปุ่นระดับตำนานที่เก่าแก่ที่สุดในประเทศ โดยเปิดให้บริการย่านบางรักมาอย่างยาวนานตั้งแต่ปี 1939 ผ่านร้อนผ่านหนาวมามากกว่า 80 ปี บรรยากาศด้านในยังคงรักษาโครงสร้างไม้และสถาปัตยกรรมสไตล์ดั้งเดิมเอาไว้ได้อย่างดีเยี่ยม แฝงกลิ่นอายความเรโทรขนานแท้ที่ไม่ได้เกิดจากการเซ็ตฉากขึ้นมาใหม่ แต่เป็นความคลาสสิกที่สั่งสมผ่านกาลเวลามาจริงๆ เมื่อก้าวเท้าเข้ามาจะสัมผัสได้ถึงความสงบ เรียบง่าย และความเก๋าเกมของสถานที่ มีกลิ่นอายความหลังที่ชวนให้นึกถึงภาพผู้คนในอดีตมานั่งล้อมวงกินข้าวกันอย่างอบอุ่น
เรื่องรสชาติอาหารบอกได้คำเดียวว่าเฉียบขาดสมศักดิ์ศรีร้อยปี เมนูแนะนำที่แทบทุกโต๊ะต้องสั่งมาลิ้มลองคือ ปลาดิบรวมมิตรที่คัดสรรเนื้อปลาสดใหม่ชิ้นหนาเต็มคำ เคี้ยวฟิน ถัดมาเป็นข้าวหน้าปลาดิบสไตล์ดั้งเดิมที่จัดเรียงวัตถุดิบมาอย่างสวยงาม สำหรับสายเนื้อต้องลองสเต๊กเนื้อบนกระทะร้อนที่ส่งกลิ่นหอมฟุ้งและเนื้อนุ่มกำลังดี หรือจะเลือกเป็นหมูทอดทงคัตสึชุบแป้งทอดสีเหลืองทองกรอบนอกนุ่มใน ทานคู่กับซุปร้อนๆ นอกจากนี้ยังมี ซูชิหน้าต่างๆ เทมปุระรวม และอาหารชุดราคามิตรภาพอีกหลากหลายรายการที่ปรุงด้วยสูตรลับเฉพาะตัวที่ส่งต่อกันมารุ่นสู่รุ่น
หากพูดถึงเรื่องความคุ้มค่าเมื่อเทียบกับประวัติศาสตร์อันยาวนานและคุณภาพของวัตถุดิบแล้ว ถือว่าคุ้มราคาทุกบาททุกสตางค์ โดยเมนูจานเดี่ยวและอาหารชุดส่วนใหญ่จะเริ่มต้นที่หลักร้อยกลางๆ ทำให้ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อหัวสำหรับการมาอิ่มอร่อยที่นี่ตกอยู่ที่ประมาณ 400-800 บาท เป็นระดับราคาที่จับต้องได้สบายๆ สำหรับมื้อกลางวันกับเพื่อนร่วมงาน หรือมื้อค่ำวันหยุดกับครอบครัวที่อยากมาซึมซับบรรยากาศคลาสสิกแบบเหนือกาลเวลา
Hanaya
- เวลาทำการ
อ.-อา. 11:15 a.m.-2:00 p.m. และ 5:30 p.m.-9:30 p.m., ปิดทุกวันจันทร์
- ที่อยู่
683 ซอย เจริญกรุง 39 แขวงสี่พระยา เขตบางรัก กรุงเทพมหานคร 10500
6. Sasori Izakaya
Sasori Izakaya ปักหมุดรอต้อนรับทุกคนอยู่ในย่านอารีย์ แหล่งแฮงเอาต์สุดชิคที่ซ่อนความคลาสสิกเอาไว้ได้อย่างน่าสนใจร้านอาหารญี่ปุ่นแห่งนี้มาในรูปแบบบิสโทรสไตล์อิซากายะที่พร้อมเยียวยาความเหนื่อยล้าของคนเมืองหลวงลากยาวไปจนถึงช่วงดึก บรรยากาศด้านในให้ความรู้สึกสลัวๆ อบอุ่น และเป็นส่วนตัว ตกแต่งพื้นที่โดยรอบให้มีกลิ่นอายความเรโทรย้อนยุคเบาๆ โดดเด่นด้วยแสงไฟนีออนโทนสีส้มและแดงที่ตัดกับเฟอร์นิเจอร์ไม้ได้อย่างลงตัว แฝงไปด้วยความเท่และดิบชวนให้นึกถึงบาร์ลับในตรอกโตเกียว เหมาะมากสำหรับใครที่มองหาพิกัดนั่งทอดอารมณ์ นั่งดริ๊งก์คุยกับเพื่อนสนิท หรือจะมานั่งพักใจคนเดียวชิลๆ หลังจากลุยงานหนักมาทั้งวัน
ลายแทงความอร่อยของที่นี่ถูกคัดสรรวัตถุดิบมาอย่างดีเพื่อคอมโบกับเครื่องดื่มแก้วโปรดได้อย่างไร้ที่ติ โดยมีจานซิกเนเจอร์ชวนน้ำลายสออย่างเนื้อวัววากิวย่างใบโฮบะที่ส่งกลิ่นหอมฟุ้งของใบไม้และซอสมิโสะรสเข้มข้น ลิ้มลองความนุ่มของเนื้อที่แทบละลายในปาก อีกหนึ่งเมนูแนะนำคือลิ้นวัวย่างเตาถ่านที่หั่นมาความหนากำลังดี เคี้ยวหนึบสู้ฟัน รวมถึงยากิโทริหรือไก่เสียบไม้ย่างซอสและเกลือรสชาติกลมกล่อม นอกจากนี้ยังมีเมนูแซ่บๆ สไตล์ฟิวชันอย่างยำแซลมอนน้ำยำรสจัดจ้าน ของทอดทานเล่นเคี้ยวเพลิน และหัวปลาต้มซีอิ๊วรสชาติเข้าเนื้อที่ช่วยตัดรสได้เป็นอย่างดี
ขยับมาพูดถึงเรื่องความคุ้มค่าและงบประมาณในการมาเช็คอินที่ร้านนี้กันบ้าง ด้วยความที่เป็นร้านกินดื่มระดับพรีเมียมที่เน้นใช้วัตถุดิบคุณภาพสูงใจกลางอารีย์ เมนูจานเดี่ยวส่วนใหญ่จะเริ่มต้นที่หลักร้อยต้นๆ ไปจนถึงห้าร้อยกว่าบาทสำหรับเมนูเนื้อเกรดดี ส่งผลให้ช่วงราคาเฉลี่ยต่อหัวรวมเครื่องดื่มแล้วจะตกอยู่ที่ประมาณ 500-1,000 บาท แลกกับรสชาติอาหารที่อร่อยถูกปาก บรรยากาศย้อนยุคสุดคลาสสิก และการบริการที่เป็นกันเอง ถือเป็นราคาที่คุ้มค่าสำหรับค่ำคืนแห่งการพักผ่อนอย่างแท้จริง
Sasori Izakaya
- เวลาทำการ
ทุกวัน 5:30 p.m.-12:00 a.m.
- ที่อยู่
39 Phahonyothin 11 Alley, แขวงพญาไท เขตพญาไท กรุงเทพมหานคร 10400
7. Tonsei
Tonsei เป็นพิกัดลับที่ซ่อนตัวอยู่ในซอยสุขุมวิท 26 พร้อมจะพาคุณหลุดเข้าไปในโลกแห่งความหลังทันทีที่ก้าวผ่านประตูหน้าร้าน บรรยากาศด้านในได้รับการออกแบบอย่างเรียบง่ายทว่าเต็มไปด้วยกลิ่นอาย ยืนยันความเก๋าด้วยเฟอร์นิเจอร์ไม้เก่าและของตกแต่งที่ให้ความรู้สึกเรโทรแบบดั้งเดิม คล้ายกับร้านอาหารตามต่างจังหวัดของญี่ปุ่นที่เปิดต้อนรับคนท้องถิ่นมานานหลายทศวรรษ จุดเด่นของที่นี่คือความเงียบสงบ ไม่พลุกพล่าน และให้ความรู้สึกอบอุ่นเป็นส่วนตัวอย่างมาก เหมาะสำหรับการหลบมุมมานั่งพักผ่อนทานอาหารอร่อยๆ สบายๆ หลังจากเหน็ดเหนื่อยจากการทำงานมาทั้งวัน หรือจะพากลุ่มเพื่อนสนิทมานั่งคุยย้อนวันวานกันยาวๆ ก็ลงตัวที่สุด
เมื่อพลิกดูหน้าเมนูจะพบความน่าสนใจของอาหารสไตล์โฮมเมดที่ทำออกมาได้รสชาติต้นตำรับแท้ๆ โดยมีไฮไลต์เด็ดประจำร้านที่ห้ามพลาดเลยก็คือ ทงคัตสึ หรือหมูชุบแป้งทอดที่มีให้เลือกทั้งส่วนสันนอกติดมันนุ่มๆ และส่วนสันในไร้มันเนื้อแน่น ทอดออกมาได้สีเหลืองทองกรอบนอกฉ่ำใน ไม่อมน้ำมันเลยแม้แต่น้อย ยิ่งทานคู่กับซอสสูตรพิเศษเข้มข้นยิ่งเข้ากัน นอกจากนี้ร้านอาหารญี่ปุ่นแห่งนี้ยังมีอาหารชุดราคามิตรภาพอีกเพียบ ไม่ว่าจะเป็นชุดปลาซาบะย่างซีอิ๊วรสกลมกล่อม ชุดคัตสึด้ง ข้าวหน้าแกงกะหรี่หมูทอดเนื้อเนียนเข้มข้น หรือแม้แต่ราเมงน้ำซุปร้อนๆ ชื่นใจ และยังมีของทานเล่นแนวอิซากายะให้สั่งมาแกล้มเครื่องดื่มเย็นๆ อีกหลายรายการ
ในส่วนของเรื่องงบประมาณในการมาอิ่มอร่อยที่นี่ ถือว่าคุ้มค่าและเป็นมิตรกับกระเป๋าสตางค์อย่างเหลือเชื่อเมื่อเทียบกับทำเลทองย่านสุขุมวิท เพราะทางร้านเน้นเสิร์ฟอาหารจานใหญ่ในราคาที่จับต้องได้ โดยส่วนใหญ่เมนูอาหารชุดและจานเดี่ยวจะเริ่มต้นที่ร้อยกว่าบาทไปจนถึงสามร้อยกว่าบาทเท่านั้น ทำให้ยอดรวมค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อหัวจะตกอยู่ที่ประมาณ 200-400 บาท เป็นตัวเลือกที่ยอดเยี่ยมสำหรับคนที่อยากได้ความอิ่มแปร้และสัมผัสความสุขในสไตล์ย้อนยุคแบบเรียบง่ายแต่เปี่ยมด้วยคุณภาพอย่างแท้จริง
Tonsei
- เวลาทำการ
จ.-ส. 11:00 a.m.-2:00 p.m. และ 5:00 p.m.-10:00 p.m.
อา. 11:00 a.m.-10:00 p.m.
- ที่อยู่
11 สุขุมวิท 26 แขวงคลองตัน เขตคลองเตย กรุงเทพมหานคร 10110
8. Bekku Tonkatsu
Bekku Tonkatsu คือพิกัดที่คนรักของทอดเดินทางมาแสวงหาความอร่อยยาวนานกว่า 21 ปี โดยปัจจุบันตัวร้านได้ย้ายมามอบความสุขในทำเลใหม่แต่ยังคงรักษาจิตวิญญาณดั้งเดิมเอาไว้ได้อย่างเหนียวแน่น เมื่อก้าวเข้ามาด้านในจะสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายความคลาสสิกที่แฝงอยู่ในการตกแต่งอันเรียบง่าย สบายๆ มีการใช้ของสะสมและโปสเตอร์ย้อนยุคมาช่วยเติมเต็มกลิ่นอายเรโทรให้รู้สึกเหมือนกำลังนั่งทานข้าวอยู่ในร้านอาหารญี่ปุ่นท้องถิ่นที่โตเกียว จุดเด่นที่มัดใจลูกค้าได้อยู่หมัดคือนิยามของความอบอุ่นและการต้อนรับที่เอาใจใส่ เป็นกันเอง เหมาะมากสำหรับการพาครอบครัวมาล้อมวงกินข้าวในวันหยุด หรือชวนกลุ่มเพื่อนซี้มาล้างท้องจัดหนักกับเมนูโปรด
เมื่อพูดถึงเรื่องอาหาร แน่นอนว่าจานเด็ดซิกเนเจอร์ที่เป็นพระเอกตลอดกาลจะเป็นอะไรไปไม่ได้นอกจาก ทงคัตสึ หรือหมูชุบแป้งทอดสูตรต้นตำรับแท้ๆ ที่เชฟพิถีพิถันเลือกใช้เนื้อหมูส่วนสันนอกติดมันนุ่มๆ หรือสันในเนื้อแน่น ไฮไลต์อยู่ที่การทอดด้วยอุณหภูมิที่พอดีเป๊ะจนได้แป้งสีเหลืองทองฟูกรอบสะใจแต่เนื้อด้านในยังคงความฉ่ำเด้ง ไม่แห้งกระด้าง ทานคู่กับซอสทงคัตสึรสเข้มข้นกลมกล่อม นอกจากนี้ยังมีเมนูแนะนำอื่นๆ ที่น่าลองไม่แพ้กันอย่าง ข้าวหน้าหมูทอดคัตสึด้ง ชุดกุ้งทอดตัวโตเนื้อหวานเด้ง และแกงกะหรี่ญี่ปุ่นรสชาติเข้มข้นเข้านึกถึงวันวาน แถมทางร้านยังใจดีเติมข้าว ซุป เครื่องเคียง และกะหล่ำปลีฝอยได้ไม่อั้นอีกด้วย
สำหรับการมาอิ่มอร่อยแบบจัดเต็มที่ร้านระดับตำนานแห่งนี้ เรื่องงบประมาณถือว่าคุ้มค่าคุ้มราคามากเมื่อเทียบกับคุณภาพ ความใส่ใจ และปริมาณอาหารที่เสิร์ฟมาแบบพูนจาน โดยเมนูชุดอาหารกลางวันและชุดทงคัตสึส่วนใหญ่จะราคาเริ่มต้นที่ประมาณสองร้อยกว่าบาทไปจนถึงสี่ร้อยบาท ส่งผลให้ยอดค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อหัวจะตกอยู่ที่ประมาณ 300-450 บาทเท่านั้น แลกกับประสบการณ์ความอร่อยของของทอดที่กรอบนอกนุ่มในแบบหาตัวจับยาก ย่อมเป็นระดับราคาที่ทุกคนพร้อมจ่ายเพื่อแลกกับความฟินอย่างแน่นอน
Bekku Tonkatsu
- เวลาทำการ
อ.-อา. 11:00 a.m.-3:00 p.m. และ 5:00 p.m.-9:00 p.m., ปิดทุกวันจันทร์
- ที่อยู่
226/8 ถ. พหลโยธิน แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กรุงเทพมหานคร 10400
9. Ebisu Sushi
Ebisu Sushi ตอบโจทย์ใครที่กำลังมองหาความเรียบง่ายแต่เปี่ยมไปด้วยคุณภาพแบบดั้งเดิม เพราะที่นี่เน้นเสิร์ฟอาหารญี่ปุ่นสไตล์โฮมเมดในบรรยากาศที่แสนอบอุ่น การตกแต่งภายในใช้โครงสร้างไม้และโทนสีธรรมชาติที่ให้ความรู้สึกผ่อนคลาย แฝงกลิ่นอายความเรโทรจางๆ คล้ายกับร้านซูชิท้องถิ่นตามตรอกเล็กๆ ในประเทศญี่ปุ่นที่เปิดต้อนรับผู้คนมาอย่างยาวนาน จุดเด่นของร้านคือความเป็นกันเองและความสงบ ไม่พลุกพล่านจนเกินไป ทำให้เราสามารถนั่งทานอาหารได้อย่างละเมียดละไม เหมาะสำหรับการหลีกหนีความวุ่นวายมานั่งพักผ่อนคนเดียว เติมพลังด้วยมื้อกลางวันอร่อยๆ หรือจะพาคนสนิทมานั่งคุยกันแบบเป็นส่วนตัวก็ดีงามไม่แพ้กัน
เมื่อขยับมาส่องเมนูอาหารจะพบว่าคัดสรรจานเด่นมาแบบเน้นๆ โดยมีทีเด็ดอยู่ที่ขบวนการซูชิและปลาดิบตระกูลต่างๆ ที่หั่นเสิร์ฟมาแบบชิ้นโตเต็มคำ เนื้อปลาหวานสดเด้งสะท้อนถึงการเลือกสรรวัตถุดิบมาเป็นอย่างดี เมนูซิกเนเจอร์ที่ไม่ควรพลาดเลยคือข้าวหน้าปลาดิบรวมที่จัดหนักท็อปปิ้งมาจนมิดขอบถ้วย รวมถึงแคลิฟอร์เนียโรลคำโต ซูชิหน้าแซลมอนเบิร์นไฟส่งกลิ่นหอมกรุ่น และหัวปลาแซลมอนต้มซีอิ๊วรสชาติหวานเค็มกลมกล่อมเข้าเนื้อ นอกจากนี้ร้านอาหารญี่ปุ่นแห่งนี้ยังมีเมนูของทอดเคี้ยวกรุบกรอบ เทมปุระรวมฟูๆ และสลัดผักสดราดน้ำสลัดสูตรเฉพาะให้สั่งมาทานร่วมกันเพื่อเพิ่มความหลากหลายอีกด้วย
หากพูดถึงเรื่องราคาและงบประมาณในการแวะมาฝากท้องที่ร้านนี้ ถือว่าเป็นมิตรต่อกระเป๋าสตางค์อย่างมากเมื่อเทียบกับปริมาณอาหารที่อิ่มจนจุกและคุณภาพความสดที่ได้รับ เพราะเมนูซูชิเป็นคำๆ และข้าวหน้าต่างๆ สตาร์ทด้วยราคาที่จับต้องได้ง่าย ส่งผลให้ยอดรวมค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อหัวจะหมุนเวียนอยู่ที่ประมาณ 250-500 บาทเท่านั้น จ่ายแบงค์ร้อยไม่กี่ใบก็ได้เต็มอิ่มกับรสชาติญี่ปุ่นขนานแท้ในสเปซย้อนยุคสุดคลาสสิกที่ชวนให้รู้สึกสบายใจทุกครั้งที่แวะเวียนมา
Ebisu Sushi
- เวลาทำการ
ทุกวัน 11:00 a.m.-12:00 a.m.
- ที่อยู่
1, 5/1 ซอย เอกมัย 10 แขวงคลองตันเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพมหานคร 10110
10. Heiwa Kissa
Heiwa Kissa จะพาเราหลีกหนีความเร่งรีบของเมืองกรุงไปดื่มด่ำกับวัฒนธรรม คิสซาเต็น หรือร้านกาแฟโบราณสไตล์ญี่ปุ่นยุคเก่าได้อย่างลึกซึ้ง บรรยากาศด้านในค่อนข้างเงียบสงบ สลัว และอบอุ่น เหมาะกับคนที่ต้องการสโลว์ไลฟ์เพื่อปล่อยใจไปกับกาลเวลา ทั่วทั้งร้านอบอวลไปด้วยกลิ่นเมล็ดกาแฟคั่วบดที่มีเอกลักษณ์ ตกแต่งพื้นที่ด้วยเฟอร์นิเจอร์โทนสีเข้มชวนให้นึกถึงคาเฟ่ในโตเกียวยุคโชวะ ถือเป็นทางเลือกที่แปลกใหม่และน่าสนใจสำหรับผู้ที่กำลังมองร้านอาหารญี่ปุ่นในรูปแบบคาเฟ่และสเปซพักผ่อนที่มีความเรโทรขนานแท้ ให้ความรู้สึกผ่อนคลายในแบบที่หาไม่ได้จากคาเฟ่สมัยใหม่ทั่วไป
เมื่อมาถึงร้านนี้เมนูไฮไลต์ระดับตำนานที่ทุกคนต้องตั้งใจมาสั่งคือพุดดิ้งคัสตาร์ดโฮมเมด เนื้อสัมผัสเนียนเด้งสู้ช้อน รสชาติละมุนลิ้น ไม่หวานเลี่ยนจนเกินไป ราดด้วยซอสคาราเมลรสเข้มข้นที่ออกขมนิดๆ ตัดกันได้อย่างสมบูรณ์แบบ ทานคู่กับกาแฟดริปมือแนวสเปเชียลตี้ที่บาริสต้าตั้งใจสกัดรสชาติอย่างพิถีพิถันแก้วต่อแก้ว นอกจากนี้ยังมีเมนูเครื่องดื่มยอดนิยมตามร้านคิสซาเต็นโบราณอย่าง เมลอนโซดา ท็อปด้วยไอศกรีมวานิลลาลูกโต รวมถึงแซนด์วิชและของว่างทานง่ายสไตล์คาเฟ่ญี่ปุ่นให้เลือกสั่งมาจับคู่กันเพื่อเพิ่มความฟินในค่ำคืนหรือช่วงบ่ายแสนสงบ
สำหรับการมานั่งเสพความคลาสสิกและลิ้มลองรสชาติโฮมเมดดั้งเดิมที่นี่ ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อคนจะแปรผันตามประเภทของเครื่องดื่มและขนมหวานที่คุณเลือก โดยเมนูส่วนใหญ่เริ่มต้นที่หลักสิบปลายๆ ไปจนถึงหลักร้อยกลางๆ ทำให้ยอดรวมเฉลี่ยต่อหัวจะอยู่ที่ประมาณ 150-300 บาท นับเป็นระดับราคาที่คุ้มค่ามากกับการได้มานั่งทอดอารมณ์ในบรรยากาศย้อนยุคสุดคลาสสิก ชิมขนมอร่อยๆ และจิบกาแฟดีๆ สักแก้วในสเปซที่ทำให้เรารู้สึกว่าเวลาหมุนช้าลงอย่างแท้จริง
Heiwa Kissa
- เวลาทำการ
อ.-ศ. 10:00 a.m.-6:00 p.m.
ส.-อา. 10:00 a.m.-7:00 p.m.
ปิดทุกวันจันทร์
- ที่อยู่
245 ถ. บริพัตร แขวงป้อมปราบ เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพมหานคร 10100
บทความแนะนำ
-
- กรุงเทพฯ
- บทความพิเศษ
10 ร้านอาหารญี่ปุ่นที่ขายเซตอาหารกลางวัน (Lunch Set) สุดคุ้ม อิ่มอร่อยในราคาสบายกระเป๋า
19.06.2026
-
- กรุงเทพฯ
- นนทบุรี
- บทความพิเศษ
10 ร้านอาหารญี่ปุ่นแคลิฟอร์เนียโรล (California Roll) ซูชิฟิวชั่นแบบกลับด้าน อร่อยฟินเต็มคำ
18.06.2026
-
- กรุงเทพฯ
- บทความพิเศษ
10 ร้านอาหารญี่ปุ่นไม่ใส่ผงชูรส (No MSG) อร่อยคลีนดีต่อใจ สายเฮลตี้ห้ามพลาด
16.06.2026
-
- กรุงเทพฯ
- บทความพิเศษ
8 ร้านอาหารญี่ปุ่น เมนูไคเซกิ (Kaiseki) ศิลปะความประณีตที่สายกินห้ามพลาด
15.06.2026
-
- กรุงเทพฯ
- บทความพิเศษ
10 ร้านอาหารญี่ปุ่นเมนูเทโชคุ (Teishoku) อาหารญี่ปุ่นที่ช่วยให้อิ่มท้องไปทั้งวัน
14.06.2026
-
- กรุงเทพฯ
- บทความพิเศษ
10 ร้านอาหารญี่ปุ่นเมนูปลาย่าง (Yakizakana) หอมกรุ่นฉ่ำเนื้อ นุ่มละมุนลิ้น
13.06.2026