10 ร้านคากิโกริ (Kakigori) น้ำแข็งไสญี่ปุ่น สัมผัสนุ่มเบาเหมือนหิมะ

26.05.2026 (Updated: 27.05.2026)
10 ร้านคากิโกริ (Kakigori) น้ำแข็งไสญี่ปุ่น สัมผัสนุ่มเบาเหมือนหิมะ

อากาศเมืองไทยร้อนแรงจนเกินต้านแบบนี้ คงไม่มีอะไรจะช่วยเยียวยาจิตใจและคลายร้อนได้ดีไปกว่าของหวานเย็นฉ่ำ และเมนูยอดฮิตที่ครองใจสายหวานมาอย่างยาวนานก็คือ คากิโกริ (Kakigori) หรือ น้ำแข็งไสญี่ปุ่น ที่มีความโดดเด่นตรงเนื้อสัมผัสละเอียดเนียนนุ่มดุจปุยหิมะ ละลายในปากฟินๆ ทานคู่กับซอสรสชาติเข้มข้นและท็อปปิ้งแบบจัดเต็มที่ซ่อนอยู่ด้านใน วันนี้เราเลยขออาสาพาทุกคนไปตะลุยเช็กอินกับ 10 ร้านคากิโกริ ที่คัดสรรมาแล้วว่าอร่อยเด็ด พรีเมียม และละมุนตาละมุนใจแบบเจแปนนิสสไตล์ เตรียมปักหมุดแล้วตามไปเปลี่ยนวันร้อนๆ ให้กลายเป็นวันที่สดชื่นกันได้เลย

1. Cafe Temari

Cafe Temari ตั้งอยู่ใจกลางย่านทองหล่อ เป็นคาเฟ่สไตล์ญี่ปุ่นที่ซ่อนตัวอยู่พร้อมการออกแบบตกแต่งที่เน้นความเรียบหรู อบอุ่น และให้ความรู้สึกสงบหลีกหนีจากความวุ่นวายภายนอกได้อย่างดี จุดเด่นสำคัญของที่นี่คือการสร้างสรรค์เมนูภายใต้การดูแลของเชฟผู้เชี่ยวชาญด้านอาหารญี่ปุ่น ทำให้ทุกจานที่นำมาเสิร์ฟสะท้อนถึงศิลปะและความพิถีพิถันแบบดั้งเดิม ผสานเข้ากับความร่วมสมัยอย่างลงตัว พื้นที่ภายในร้านจึงเหมาะทั้งสำหรับการมานั่งพักผ่อนหย่อนใจและสัมผัสความละเมียดละไมของวัฒนธรรมการกินดื่มแบบญี่ปุ่นแท้ๆ

เมื่อเปิดดูรายการอาหารและของหวาน จะพบความน่าสนใจตรงที่มีการผสมผสานเมนูคาวหวานเข้าด้วยกันอย่างน่าสนใจ โดยมีเซตเทมาริซูชิ (Temari Sushi Set) ซูชิคำโตที่ใช้ปลาสดส่งตรงจากญี่ปุ่นเป็นหนึ่งในตัวชูโรง รวมถึงเซตน้ำชาที่จัดวางอย่างสวยงาม ส่วนไฮไลต์ที่สายหวานห้ามพลาดคือน้ำแข็งไสญี่ปุ่นหรือคากิโกริที่ในเมนูของร้านเรียกว่า Snow Gelato มีเนื้อสัมผัสละเอียดเนียนนุ่มจนแทบละลายในปาก มีรสชาติให้เลือกหลากหลายตั้งแต่รสชาติยอดนิยมอย่างชาเขียวมัทฉะนม นมผสมเกลือ ช็อกโกแลต ไปจนถึงรสชาติที่ผสมผสานความโลคอลอย่างข้าวเหนียวมะม่วงและชาไทย โดยสามารถเลือกขนาดได้ตามความต้องการทั้งไซส์ใหญ่และไซส์มินิ นอกจากนี้ยังมีเมนูของหวานโฮมเมดประเภทพุดดิ้งและชีสเค้กคอยเสริมทัพความอร่อยอีกด้วย

ค่าใช้จ่ายและช่วงราคาเฉลี่ยต่อหัวจะอยู่ประมาณ 300-600 บาท ขึ้นอยู่กับว่าเลือกสั่งเป็นจานเดี่ยวหรือแชร์เซตเมนูร่วมกัน โดยเมนูประเภทของหวานและน้ำแข็งไสญี่ปุ่นขนาดเริ่มต้นจะอยู่ที่ราวๆ 175-330 บาท หากต้องการสั่งชุดอาหารคาวหรือชุดน้ำชาแบบเต็มอิ่มราคาก็จะขยับขึ้นไปตามองค์ประกอบของวัตถุดิบ ซึ่งถือว่าเป็นระดับราคาที่คุ้มค่าเมื่อเทียบกับคุณภาพของวัตถุดิบระดับพรีเมียมและการบริการใจกลางเมือง ทั้งนี้ราคาในเมนูยังไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่มและค่าบริการเพิ่มเติมตามมาตรฐานของร้าน

Cafe Temari

เวลาทำการ

ทุกวัน 11:00 a.m.-3:00 p.m.

ที่อยู่

416/8, 14 ถ. ทองหล่อ แขวงคลองตันเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพมหานคร 10110

หน้ารายละเอียดร้าน

https://aroimaru.com/restaurants/cafe-temari/

2. Oyatsu no Jikan

Oyatsu no Jikan ถือเป็นพิกัดที่คนรักของหวานสไตล์ญี่ปุ่นไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง เพราะนี่คือการขยับขยายความอร่อยครั้งแรกนอกประเทศญี่ปุ่นของร้าน Azuki to Kouri ร้านคากิโกริชื่อดังแห่งโตเกียว โดยฝีมือของเชฟ ฮิโรยาสุ คาวาเตะ ผู้อยู่เบื้องหลังร้านมิชลิน 2 ดาวอย่าง Florilege บรรยากาศของร้านจึงอบอวลไปด้วยความประณีตและการผสมผสานเทคนิคการทำอาหารฝรั่งเศสชั้นสูงเข้ากับวัฒนธรรมน้ำแข็งไสญี่ปุ่นแบบดั้งเดิมอย่างลงตัว ทำให้เกิดความแตกต่างในเรื่องของเนื้อสัมผัส อุณหภูมิ และมิติของรสชาติที่แปลกใหม่ เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ไม่สามารถหาทานได้จากร้านขนมทั่วไป

เมื่อพูดถึงเมนูไฮไลท์ของที่นี่ ต้องบอกว่ามีความสร้างสรรค์และผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนไปตามฤดูกาลได้อย่างน่าตื่นตาตื่นใจ เริ่มตั้งแต่สายผลไม้สดชื่นอย่าง Marian Plum Kakigori ที่นำมะยงชิดรสหวานอมเปรี้ยวมาจับคู่กับโยเกิร์ตและพานาคอตต้าเนื้อนุ่ม พร้อมท็อปด้านบนด้วยชีสสดสไตล์ฝรั่งเศส หรือหากใครชอบความแปลกใหม่ขั้นสุดก็มี Black Truffle Kakigori ที่ขูดเห็ดทรัฟเฟิลดำสดๆ ลงบนน้ำแข็งไสรสช็อกโกแลตเข้มข้นแถมซ่อนไส้นามะช็อกโกแลตไว้ด้านใน ส่วนสายคอลแลปสุดพิเศษต้องลอง Chocky Jack Kakigori ที่ร่วมมือกับเชฟต้น นำขนุนไทยรสหอมหวานมาฟิวชันกับช็อกโกแลตพรีเมียมได้อย่างเหลือเชื่อ ปิดท้ายด้วยความโรแมนติกของ Chocolate Strawberry Kakigori และความเข้มข้นดุดันของเมนูชาเขียว Pure Uji Matcha ที่แอบซ่อนซอสส้มยูซุและน้ำเชื่อมคุโรมิตสึเอาไว้ให้ค้นหาความอร่อย

สำหรับช่วงราคาเฉลี่ยต่อหัวจะตกอยู่ที่ประมาณ 400-600 บาท ถือเป็นระดับราคาที่สะท้อนถึงคุณภาพของวัตถุดิบนำเข้าชั้นดี ความพิถีพิถันในทุกขั้นตอนการทำ และประสบการณ์ความอร่อยเหนือระดับที่คุ้มค่าแก่การมาลิ้มลองสักครั้งสำหรับผู้ที่หลงใหลในศิลปะของขนมหวานอย่างแท้จริง

Oyatsu no Jikan

เวลาทำการ

วันพุธ 10:00–23:00

ที่อยู่

Velaa Sindhorn Village 87 ถ. หลังสวน แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร 10330

3. Miyuki Kakigori

Miyuki Kakigori พาเราเดินทางไปสัมผัสบรรยากาศคาเฟ่ขนมหวานโฮมเมดสไตล์ญี่ปุ่นย้อนยุคที่แฝงไปด้วยความอบอุ่น ชวนให้คิดถึงร้านขนมโบราณในญี่ปุ่น ร้านนี้เริ่มต้นความอร่อยสร้างความสดชื่นอยู่ในย่านเก่าแก่อย่างเจริญกรุง และยังมีสาขาให้ตามไปเช็กอินเพิ่มเติมในย่านสุดฮิตอย่างบรรทัดทองอีกด้วย จุดเด่นหลักที่มัดใจผู้มาเยือนคือมู้ดแอนด์โทนของร้านที่ให้ความรู้สึกผ่อนคลาย สลัดความร้อนอบอ้าวภายนอกทิ้งไปทันทีที่ก้าวเข้ามา เป็นพิกัดที่ลงตัวมากๆ สำหรับการมานั่งพักเหนื่อย คุยเล่นกับเพื่อนฝูง หรือพาครอบครัวมาลิ้มลองเมนูสไตล์ดั้งเดิมที่ปรุงขึ้นอย่างใส่ใจในทุกรายละเอียด

ทีเด็ดของทางร้านแน่นอนว่าต้องยกให้คากิโกริหรือน้ำแข็งไสญี่ปุ่นเนื้อนุ่มละเอียดที่ละลายในปากอย่างรวดเร็ว โดยมีรสชาติซิกเนเจอร์ชวนลองอย่าง Milky Way อัญชันมะนาวสีสันสดใส และ Ujikintoki ชาเขียวมัทฉะถั่วแดงรสเข้มข้นตามตำรับแท้ รวมถึงความน่ารักน่าเอ็นดูของเมนู Shirokuma ที่ครีเอทน้ำแข็งไสเป็นรูปหมีขาว นอกจากนี้ยังมีตัวเลือกแนวผลไม้สดชื่นอย่างรสมะพร้าวน้ำหอม มะม่วงน้ำดอกไม้ และคุโรมิตสึลำไย สำหรับใครที่อยากทานขนมหวานสไตล์ญี่ปุ่นแบบคลาสสิก ที่นี่ก็มีอันมิทสึที่อัดแน่นไปด้วยเครื่องเคียง ทานคู่กับไอศกรีมโฮมเมดรสละมุน หรือพุดดิ้งเต้าหู้ผลไม้เนื้อเนียน ตลอดจนเมนูกาแฟสเปเชียลตี้ที่มิกซ์เข้ากับผลไม้อย่างน้ำอ้อยหรือส้มสายน้ำผึ้งให้เลือกเติมความสดชื่นกันแบบเต็มอิ่ม

ช่วงราคาเฉลี่ยต่อหัวจะตกอยู่ประมาณ 150-250 บาท ซึ่งถือว่าเป็นมิตรและเข้าถึงได้ง่ายมากเมื่อเทียบกับปริมาณและคุณภาพที่ได้รับ โดยราคาของน้ำแข็งไสญี่ปุ่นขนาดย่อมเยาและเมนูคากิโกริหน้าต่างๆ จะเริ่มต้นที่ 199-219 บาท ส่วนขนมหวานดั้งเดิมอย่างพุดดิ้งเต้าหู้หรือไอศกรีมโฮมเมดจะอยู่ที่ประมาณ 129 บาท และกลุ่มเครื่องดื่มชาเขียวมัทฉะรวมถึงกาแฟสดสไตล์มียูกิจะวนเวียนอยู่ในช่วง 99-149 บาท เป็นราคาที่ควักจ่ายได้สบายๆ แบบไม่ต้องคิดเยอะสำหรับมื้อบ่ายคลายร้อนในย่านเมืองเก่าและย่านใจกลางเมือง

Miyuki Kakigori

เวลาทำการ

ทุกวัน 10:00 a.m.-7:00 p.m.

ที่อยู่

12 ซอย เจริญกรุง 45 แขวงสี่พระยา เขตบางรัก กรุงเทพมหานคร 10500

4. After You

After You นับเป็นแลนด์มาร์กแห่งความหวานที่แทบไม่มีสายหวานคนไหนไม่รู้จัก ด้วยชื่อเสียงอันโดดเด่นในฐานะผู้นำเทรนด์ขนมหวานที่สร้างความคึกคักให้วงการมาอย่างยาวนาน บรรยากาศภายในร้านแต่ละสาขาได้รับการออกแบบให้มีโทนสีอุ่น ละมุนตา ผสานงานไม้ที่ให้ความรู้สึกโมเดิร์นแต่ก็แฝงความผ่อนคลายอย่างเต็มที่ จุดเด่นที่ทำให้ใครๆ ต่างยอมต่อคิวรอคือมาตรฐานความอร่อยที่ไม่ว่าจะแวะไปสาขาไหนก็ฟินได้เหมือนกัน เปรียบเสมือนพื้นที่แห่งความสุขที่เปลี่ยนวันเนือยๆ หรือช่วงเวลาบ่ายอันร้อนอบอ้าวให้กลายเป็นความสดชื่นกระปรี้กระเปร่าขึ้นมาทันที

เมื่อพูดถึงลิสต์เมนูยอดฮิต แน่นอนว่าต้องมีสตรอว์เบอร์รีชีสเค้กคากิโกริ น้ำแข็งไสญี่ปุ่นเนื้อเนียนละมุนราดซอสฉ่ำๆ ที่ซ่อนชีสเค้กชิ้นโตไว้ด้านในเป็นตัวชูโรง ร่วมด้วยรสชาติสไตล์เฟรนด์ลี่อย่างไมโลภูเขาไฟ ชาไทย ทูโทน โฮจิฉะ มะม่วงข้าวเหนียว และโฮลิคส์ นอกจากนี้ทางร้านยังมักจะหมุนเวียนเมนูเด็ดตามฤดูกาลมาเซอร์ไพรส์อยู่เสมอ เช่น ซีรีส์มะยงชิดพริกเกลือสุดแซ่บซี๊ด หรือคากิโกริบัวลอยน้ำเต้าหู้และบัวลอยมัทฉะรสเข้มข้นที่ทานคู่กับซอสไข่เค็มและซอสมัทฉะอย่างลงตัว ยิ่งถ้าได้สั่งมาทานคู่กับชิบูย่าฮันนี่โทสต์อบร้อนๆ กรอบนอกนุ่มใน ขอบอกเลยว่าเป็นคู่หูที่เข้ากันได้อย่างสมบูรณ์แบบ

สำหรับช่วงราคาเฉลี่ยต่อหัวจะอยู่ประมาณ 200-350 บาท โดยเมนูน้ำแข็งไสญี่ปุ่นหรือคากิโกริขนาดปกติจะเริ่มต้นที่ราคา 275-295 บาท แต่ถ้าใครมาคนเดียวหรืออยากลิ้มลองหลายๆ รสชาติ ทางร้านก็มีเบบี้ไซส์ขนาดกำลังดีในราคาเริ่มต้น 195-215 บาท ไว้คอยบริการด้วยเช่นกัน ส่วนเมนูโทสต์และแพนเค้กจะอยู่ที่ราวๆ 195-295 บาท นับว่าเป็นระดับราคาที่คุ้มค่ากับประสบการณ์ความอร่อยอันเป็นเอกลักษณ์และบริการที่ประทับใจในทุกๆ ครั้งที่ได้ไปเยือน

After You

เวลาทำการ

ทุกวัน 10:00 a.m.-10:00 p.m.

ที่อยู่

4 4/5 ชั้น 2 ถ. ราชดำริ แขวงปทุมวัน เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร 10330

5. K-Lab

K-Lab เติมความสดชื่นในรูปแบบใหม่กับร้านน้ำแข็งไสญี่ปุ่นที่ปรับโฉมมาให้ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนเมืองอย่างแท้จริง พิกัดนี้ตั้งอยู่ในห้างสรรพสินค้าดองกิมอลล์ ทองหล่อ ตัวร้านตกแต่งอย่างเรียบง่ายเน้นโทนสีฟ้าขาวที่ให้ความรู้สึกเย็นสบาย จุดเด่นที่ทำให้แตกต่างและน่าสนใจคือการเสิร์ฟขนมหวานในแก้วทรงสูงขนาดพกพาที่ออกแบบมาเพื่อให้สามารถถือเดินทานได้สะดวก ไม่ต้องนั่งทานที่ร้านแบบเดิมๆ ถือเป็นไอเดียที่เหมาะกับสภาพอากาศอันอบอุ่นของเมืองไทย ช่วยให้คุณได้เพลิดเพลินกับความเย็นฉ่ำระบายความร้อนได้ทุกเวลาที่ต้องการ

เมนูของหวานของที่นี่มีให้เลือกหลากหลายรสชาติ โดยมีซิกเนเจอร์ตัวเด่นที่ห้ามพลาดเลยคือนมสดลาวาที่ราดซอสครีมนมข้นหนืดเยิ้มๆ รสชาติหอมมันลงตัวบนเกล็ดน้ำแข็งนุ่มละเอียด นอกจากนี้ยังมีตัวเลือกคลาสสิกของเมนูคากิโกริอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นสายผลไม้รสเปรี้ยวหวานอย่างสตรอว์เบอร์รี่ บลูเบอร์รี่ มะนาว หรือสับปะรด ส่วนใครที่ชอบความเข้มข้นสไตล์เอเชียก็มีรสชาไทย กาแฟ และมัทฉะเข้มๆ ให้เลือกสั่ง ยิ่งไปกว่านั้นทางร้านยังมีเมนูสมูทตี้ผลไม้สดปั่นแยกตามสีเพื่อสุขภาพ รวมถึงเค้กและพัฟสไตล์ฮอกไกโดไว้ทานคู่กันอีกด้วย

เรื่องของราคานับว่าเป็นมิตรกับกระเป๋าสตางค์มากเมื่อเทียบกับทำเลและคุณภาพ คากิโกริทุกรสชาติถูกตั้งราคาเอาไว้เท่ากันหมดเพียงแค่หลักสิบเท่านั้น ส่วนพวกเครื่องดื่มสมูทตี้และเบเกอรี่ชิ้นอื่นๆ ก็ขยับตามมาในระดับใกล้เคียงกัน ส่งผลให้งบประมาณเฉลี่ยต่อหัวในการมาเติมความสดชื่นที่นี่จะอยู่ราวๆ 70-100 บาทเท่านั้น เดินช้อปปิ้งเหนื่อยๆ แล้วแวะมาซื้อถือทานได้แบบสบายๆ ไม่กระทบเงินในกระเป๋าอย่างแน่นอน

K-Lab

เวลาทำการ

จ.-ศ. 11:00 a.m.-9:00 p.m.

ส.-อา. 10:00 a.m.-9:00 p.m.

ที่อยู่

107 ซ. สุขุมวิท 63 แขวงคลองตันเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพมหานคร 10110

6. Yuzu Suki

Yuzu Suki พลิกโฉมร้านชาบูระดับพรีเมียมให้กลายเป็นพื้นที่ซ่อนตัวของสายหวานได้อย่างน่าประทับใจ ด้วยจุดเด่นของการคัดสรรวัตถุดิบระดับเวิลด์คลาสมาเสิร์ฟในบรรยากาศที่หรูหรา ทันสมัย แต่ยังคงกลิ่นอายความประณีตแบบญี่ปุ่นดั้งเดิมเอาไว้ได้อย่างลงตัว พื้นที่ภายในร้านได้รับการจัดสรรให้มีความเป็นส่วนตัวและโปร่งสบาย เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการมาล้อมวงทานมื้อใหญ่กับคนที่คุณรัก ยิ่งไปกว่านั้นทางร้านยังสร้างเอกลักษณ์ที่แตกต่างด้วยการเปิดมิติใหม่แห่งการปิดท้ายมื้ออาหาร ทำให้การมาทานชาบูไม่ได้จบลงแค่ของคาว แต่ยังเป็นพิกัดลับในการตามหาของหวานดับร้อนชั้นยอดอีกด้วย

ในส่วนของลิสต์ขนมหวานที่กลายเป็นกระแสและได้รับความนิยมไม่แพ้เมนูชาบูซุปข้นๆ คือเมนูคากิโกริที่ทำออกมาได้ดีงามเกินคาด โดยมีไฮไลต์เด็ดอย่าง Japanese Plum and Honey Kakigori หรือน้ำแข็งไสญี่ปุ่นรสน้ำผึ้งผสมบ๊วยญี่ปุ่นที่มอบรสสัมผัสหวานอมเปรี้ยว ละมุนละไม ชวนให้รู้สึกสดชื่นกระปรี้กระเปร่าและเหมาะกับการสั่งมาตัดเลี่ยนหลังเสร็จสิ้นมื้อชาบูได้อย่างสมบูรณ์แบบ สำหรับสายชาเขียวทางร้านก็มีตัวเลือกเข้มข้นถึงใจอย่าง Matcha Kakigori ที่โรยผงมัทฉะมาให้แบบจัดเต็ม และ Hojicha Kakigori รสโฮจิฉะหอมๆ รสชาติเข้มข้นกำลังดีและไม่หวานจนเกินไป ถือเป็นเมนูเด็ดที่สายของหวานสไตล์ญี่ปุ่นต้องห้ามพลาด

หากเน้นทานมื้อชาบูพรีเมียมควบคู่ไปกับการปิดท้ายด้วยของหวาน ช่วงราคาเฉลี่ยต่อหัวจะหมุนเวียนอยู่ประมาณ 800-1,500 บาทขึ้นไป ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับเซตเนื้อสัตว์และวัตถุดิบระดับท็อปที่เลือกสั่ง แต่หากตั้งใจแวะมาโฟกัสที่กลุ่มเมนูของหวานและน้ำแข็งไสญี่ปุ่นคลายร้อนเป็นหลัก ช่วงราคาของตัวคากิโกริรสชาติต่างๆ จะวนเวียนอยู่ในระดับราคามาตรฐานของร้านอาหารระดับพรีเมียม นับว่าคุ้มค่าอย่างยิ่งเมื่อเทียบกับรสชาติอันเป็นเอกลักษณ์ วัตถุดิบคุณภาพสูงที่นำเข้า และการบริการที่ดูแลเอาใจใส่เป็นอย่างดีในย่านใจกลางเมือง

Yuzu Suki

เวลาทำการ

ทุกวัน 11:30 a.m.-10:00 p.m.

ที่อยู่

Emsphere ถ. สุขุมวิท แขวงคลองตัน เขตคลองเตย กรุงเทพมหานคร 10110

7. KAO NOM

KAO NOM พิกัดขนมหวานสุดสร้างสรรค์บนชั้น 5 ของโครงการ Dusit Central Park ใกล้กับทางออกไปสวนลอยฟ้า บรรยากาศของร้านเต็มไปด้วยกลิ่นอายความงดงามตามวิถีไทยที่ถูกนำมาตีความใหม่ให้มีความร่วมสมัย จุดเด่นอันเป็นเอกลักษณ์ของที่นี่คือการเสิร์ฟน้ำแข็งไสญี่ปุ่นด้วยภาชนะถ้วยเบญจรงค์ที่วาดลวดลายด้วยมืออย่างประณีตงดงาม สะท้อนถึงการผสมผสานทางวัฒนธรรมของหวานได้อย่างน่าประทับใจ อีกทั้งทางร้านยังมีความตั้งใจในการคัดสรรวัตถุดิบท้องถิ่นและข้าวสายพันธุ์พิเศษจากทั่วภูมิภาคของไทยมารังสรรค์โดยฝีมือเชฟขนมชาวไทย เพื่อให้ทุกคนได้สัมผัสอัตลักษณ์ความเป็นไทยในรูปแบบที่ไม่ซ้ำใคร

เมนูเด็ดประจำร้านต้อนรับความสดชื่นด้วยกลุ่มผลไม้ตามฤดูกาลอย่าง ทองสยาม คากิโกริข้าวเหนียวมะม่วงน้ำดอกไม้คัดพิเศษรสหวานฉ่ำ ผสานครีมมะพร้าวกลมกล่อม ซ่อนเนื้อมะม่วงและข้าวเหนียวนุ่มหนึบไว้ด้านใน ถัดมาเป็นหวานเย็นมะยงชิด เมนูฤดูร้อนที่ใช้มะยงชิดรสหวานอมเปรี้ยวจากนครนายก ท็อปด้วยกรีกโยเกิร์ตโฮมเมด และเมนูสองนารี ที่นำสตรอว์เบอร์รี่จากเชียงใหม่มาจับคู่กับส้มเขียวหวานเปลือกบางจากแพร่ ท็อปด้วยโฟมนมผสมแยมส้ม ส่วนสายขนมไทยดั้งเดิมต้องลอง ช็อกโกแลตลำไทย ที่ใช้ช็อกโกแลตเชียงใหม่เข้มข้นซ่อนเสน่ห์ด้วยเนื้อลำไย โฟมใบเตยสด และอินทนิลวาราบิโมจิ รวมถึงเมนู ชอบเผือก ที่จัดเต็มทั้งเผือกกวน โมจินุ่ม และเผือกทอดกรอบในทุกๆ ชั้น

สัมผัสประสบการณ์ของหวานฟิวชันระดับพรีเมียมที่รังสรรค์อย่างพิถีพิถันจากเชฟไทยรายนี้ ช่วงราคาเฉลี่ยต่อหัวจะตกอยู่ที่ประมาณ 250-450 บาท นับว่าเป็นราคาที่คุ้มค่าอย่างยิ่งเมื่อเทียบกับความใส่ใจในการคัดเลือกวัตถุดิบท้องถิ่นเกรดคัดพิเศษ งานฝีมืออันประณีตของภาชนะเบญจรงค์ และรสชาติความอร่อยที่ซับซ้อนหลากมิติ เหมาะสำหรับการพากลุ่มเพื่อนหรือครอบครัวมานั่งเปิดประสบการณ์ทานขนมหวานร่วมสมัยในวันหยุดพักผ่อน

KAO NOM

เวลาทำการ

ทุกวัน 10.00 a.m.-10.00 p.m.

ที่อยู่

Central Park, 5th Floor, แขวงสีลม เขตบางรัก กรุงเทพมหานคร 10500

8. Sriyan Tea Room & Sappaya

Sriyan Tea Room & Sappaya เปิดประตูต้อนรับสายหวานเข้าสู่มิติแห่งความคลาสสิกด้วยการเปลี่ยนบ้านโบราณสถาปัตยกรรมสไตล์ยุโรปที่มีอายุเก่าแก่ร่วมร้อยปีในย่านศรีย่าน ถนนนครชัยศรี เขตดุสิต ให้กลายเป็นร้านน้ำชาสุดเก๋ไก๋ จุดเด่นอันเป็นเอกลักษณ์ของพิกัดนี้คือการบูรณะและอนุรักษ์โครงสร้างดั้งเดิมเอาไว้ได้อย่างสมบูรณ์แบบที่สุด มอบบรรยากาศที่อบอวลไปด้วยความสุขุม สง่างาม และอบอุ่นในคราวเดียวกัน การได้มานั่งเล่นที่นี่จึงไม่ใช่แค่การมาทานขนม แต่เหมือนกับการได้หย่อนใจในสถานที่ประวัติศาสตร์ที่ตัดขาดจากความเร่งรีบภายนอกได้อย่างน่าอัศจรรย์

เมนูเด็ดที่ทลายความร้อนและมอบความสดชื่นได้อย่างดีเยี่ยมคือกลุ่มคากิโกริที่ทางร้านสร้างสรรค์ขึ้นมาในสไตล์กินซ่าญี่ปุ่น โดยมีเนื้อสัมผัสที่เนียนนุ่มราวนุ่มปุยเมฆ จานเด่นที่ไม่ควรพลาดคือ Passion Fruit Olong Yoghurt หรือเสาวรสอู่หลงโยเกิร์ตที่ผสมผสานความเปรี้ยวสดชื่นเข้ากับความหอมละมุนของชาได้อย่างไร้ที่ติ ถัดมาคือรสชาติชวนฝันอย่าง Pumpkin Earl Grey ที่ดึงความหอมของชาเอิร์ลเกรย์มาจับคู่กับความหวานมันของฟักทองได้อย่างแปลกใหม่ รวมถึงรสชาติคลาสสิกยอดนิยมอย่างมัทฉะถั่วแดง สตรอว์เบอร์รีมิลค์ และข้าวเหนียวมะม่วงน้ำแข็งไสญี่ปุ่นที่จัดเสิร์ฟมาอย่างประณีตงดงาม

ในส่วนของงบประมาณ ช่วงราคาเฉลี่ยต่อหัวจะหมุนเวียนอยู่ประมาณ 180-300 บาท โดยกลุ่มเมนูขนมหวานดับร้อนและน้ำแข็งไสญี่ปุ่นจะเสิร์ฟในราคาเริ่มต้นตั้งแต่ 180 บาทสำหรับบางรสชาติ ไปจนถึงราคา 250 บาทสำหรับจานสเปเชียลตี้อย่างฟักทองเอิร์ลเกรย์และข้าวเหนียวมะม่วง พิเศษยิ่งกว่านั้นหากต้องการความอิ่มอร่อยเพิ่มเติมก็สามารถเลือกท็อปอัพเพิ่มเงินอีก 100 บาท เพื่อจับคู่รับสโคนหรือครัวตังโก๋มาทานเคียงคู่กันได้อีกด้วย นับเป็นระดับราคาที่คุ้มค่าอย่างยิ่งเมื่อเทียบกับสุนทรียภาพและรสชาติท่ามกลางสถาปัตยกรรมย้อนยุคใจกลางเมือง

Sriyan Tea Room & Sappaya

เวลาทำการ

ทุกวัน 11:00 a.m.-8:00 p.m.

ที่อยู่

43 ถ. นครไชยศรี แขวงถนนนครไชยศรี เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร 10300

9. Swensen’s

Swensen’s แบรนด์ไอศกรีมยอดฮิตที่อยู่คู่เมืองไทยมาอย่างยาวนานและมีสาขากระจายอยู่ทั่วประเทศ ทำให้เป็นพิกัดที่ทุกคนสามารถแวะไปเช็กอินได้สะดวกสบาย บรรยากาศภายในร้านเน้นความอบอุ่น นั่งสบาย เหมาะสำหรับการรวมตัวของครอบครัวหรือกลุ่มเพื่อน จุดเด่นสำคัญของการหันมารังสรรค์เมนูน้ำแข็งไสญี่ปุ่นของที่นี่ คือการนำความเชี่ยวชาญด้านไอศกรีมระดับพรีเมียมมาผสานเข้ากับเกล็ดหิมะเนื้อละมุนปุยเนียนได้อย่างมีเอกลักษณ์ นำเสนอผ่านรูปแบบที่แปลกใหม่น่าตื่นตาตื่นใจ พร้อมการตกแต่งเสิร์ฟที่คงมาตรฐานความน่าทานและเข้าถึงง่ายสำหรับคนทุกวัย

ไลน์อัพเมนูของหวานเย็นของที่นี่มีให้เลือกฟินกันหลากหลายสไตล์ เริ่มด้วยซีรีส์หน้าล้นสุดอลังการอย่างสตรอว์เบอร์รี่สดหน้าล้นที่อัดแน่นเนื้อผลไม้สดฉ่ำทานคู่กับไอศกรีมและครีมคัสตาร์ดนุ่มละมุน หรือจะเลือกอร่อยแบบพอดีคำกับคากิโกริบ็อกซ์ที่มีทั้งรสข้าวเหนียวมะม่วง เวรี่สตรอว์เบอร์รี่ และสติกกี้ ชูวี่ ช็อกโกแลต นอกจากนี้ยังมีเซตสไตล์ญี่ปุ่นแท้ๆ ที่เสิร์ฟมาในภาชนะไม้มาสุสุดเก๋ไก๋อย่าง ชาเขียวมัทฉะฟูลเซตที่มาพร้อมดังโงะหนึบหนับ คินาโกะมาสุเซตกลิ่นอายถั่วคั่วหอมๆ และสตรอว์เบอร์รี่เชอร์รี่บลอสซัมสีหวานสดใส โดยทุกเซตจะเสิร์ฟคู่กับไอศกรีมรสโปรดและซอสเข้มข้นให้ราดเพิ่มความฉ่ำ

เรื่องของราคานับว่าตอบโจทย์ความคุ้มค่าและสบายกระเป๋าอย่างมาก โดยเมนูเริ่มต้นในรูปแบบถ้วยบ็อกซ์ขนาดกะทัดรัดมีราคาเบาๆ เพียงแค่หลักสิบปลายๆ เท่านั้น ส่วนเมนูเซตจัดเต็มหรือไซส์หน้าล้นสำหรับแชร์ความอร่อยราคาก็จะขยับขึ้นมาตามขนาด ส่งผลให้งบประมาณเฉลี่ยต่อหัวในการมานั่งทานของหวานที่นี่จะตกอยู่เพียงประมาณ 100-200 บาทต่อคน ถือเป็นระดับราคาที่ย่อมเยา ได้ทานทั้งเกล็ดหิมะนุ่มฟูและไอศกรีมแสนอร่อยไปพร้อมกันในบรรยากาศร้านที่คุ้นเคยและบริการที่ได้มาตรฐาน

Swensen’s

เวลาทำการ

ทุกวัน 10:00 a.m.-10:00 p.m.

ที่อยู่

1691 ถ. พหลโยธิน แขวงจตุจักร เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร 10900

บทความแนะนำ บทความแนะนำ