15 ร้านอาหารญี่ปุ่น เดินทางง่ายตามแนวรถไฟฟ้า

05.02.2026 (Updated: 12.03.2026)
15 ร้านอาหารญี่ปุ่น เดินทางง่ายตามแนวรถไฟฟ้า

บอกลาความหิว แล้วออกไปสัมผัสรสชาติแดนปลาดิบที่ซ่อนตัวอยู่ตามสถานีรถไฟฟ้ากับลายแทง 15 ร้านอาหารญี่ปุ่นที่คัดมาทั้งเนื้อย่างยากินิกุสุดพรีเมียม ซูชิคำโต และอิซากายะสำหรับสายชิลที่เดินลงจากสถานีปุ๊บก็เจอกับความอร่อยปั๊บ ทุกร้านเน้นวัตถุดิบคุณภาพเยี่ยมที่ทำให้รู้สึกเหมือนได้วาร์ปไปอยู่ญี่ปุ่นจริงๆ เหมาะมากสำหรับใครที่มองหาจุดนัดพบหลังเลิกงานหรือมื้อพิเศษในวันหยุดที่เดินทางง่ายและไม่ต้องวนหาที่จอดรถให้เสียเวลา พร้อมแล้วตามไปเก็บให้ครบทุกพิกัดกันเลย

สารบัญ

Show More

1. Yakiniku Suzuki Beef BKK

บรรยากาศร้าน

สายเนื้อคนไหนที่ชอบความสงบและอยากนั่งปิ้งย่างในฟีลร้านลับต้องมาทำความรู้จักกับที่นี่ ร้านตั้งอยู่ติดกับ BTS พร้อมพงษ์ สามารถเดินมาที่ร้านได้ในเวลาเพียบงไม่กี่นาที บรรยากาศด้านในให้ความรู้สึกเรียบหรูและมีความเป็นส่วนตัวสูงมาก การตกแต่งเน้นความคลาสสิกด้วยโทนสีที่ดูอบอุ่นสบายตา สิ่งที่ทำให้ร้านนี้พิเศษกว่าที่อื่นคือการดูแลที่เนียนกริบแต่ไม่ทำให้รู้สึกอึดอัด เหมาะมากสำหรับคนที่ต้องการสมาธิในการลิ้มรสเนื้ออย่างจริงจัง หรือจะนัดเจรจาธุรกิจในมื้อค่ำที่ต้องการบรรยากาศที่ดูดีและไม่พลุกพล่านจนเกินไป

เมนูอร่อยที่ห้ามพลาด

ความเหนือชั้นของเมนูที่นี่คือการนำเข้าเนื้อวากิวญี่ปุ่นระดับพรีเมียมมาเสิร์ฟ โดยเฉพาะเนื้อส่วนที่คัดพิเศษซึ่งมีความนุ่มละมุนและมีลายไขมันแทรกละเอียดราวกับผลงานศิลปะ เมนูห้ามพลาดคือลิ้นวัวส่วนโคนย่างที่ให้สัมผัสเด้งกรุบแต่ยังคงความชุ่มฉ่ำของน้ำในเนื้อเอาไว้ได้อย่างครบถ้วน รวมถึงเนื้อสันนอกที่แค่เอาลงไปแตะตะแกรงร้อนๆ พอให้ไขมันเริ่มละลายส่งกลิ่นหอมฟุ้งก็พร้อมทานได้ทันที ความพิเศษอีกอย่างคือน้ำจิ้มสูตรเฉพาะที่มีรสชาติกลมกล่อม ไม่ไปกลบกลิ่นหอมตามธรรมชาติของเนื้อชั้นดี นอกจากนี้ยังมีเมนูเครื่องเคียงสไตล์ญี่ปุ่นที่ทำออกมาได้สดชื่น ช่วยตัดเลี่ยนระหว่างคำได้อย่างไร้ที่ติ

ช่วงราคา

สำหรับงบประมาณในการมาเปิดประสบการณ์ยากินิกุสุดพิเศษที่นี่ ช่วงราคาต่อหัวโดยเฉลี่ยจะอยู่ที่ประมาณ 1,500-3,500 บาท

Yakiniku Suzuki Beef BKK

เวลาทำการ

ทุกวัน 11:30–14:00 น. และ 17:00–22:30 น.

ที่อยู่

682/5 ถ. สุขุมวิท แขวงคลองตัน เขตคลองเตย กรุงเทพมหานคร 10110

หน้ารายละเอียดร้าน

https://aroimaru.com/restaurants/yakiniku-suzuki-beef-bkk/

2. Umenohana Restaurant Solaria Hotel

บรรยากาศร้าน

หากกำลังมองหาสถานที่หลบความวุ่นวายใจกลางอโศกเพื่อดื่มด่ำกับมื้ออาหารที่ละเมียดละไม ร้านนี้ตั้งอยู่บนชั้นบนของโรงแรม Solaria Nishitetsu Hotel เชื่อมต่อโดยตรงกับรถไฟฟ้าสถานีอโศกและรถไฟฟ้าใต้ดินสุขุมวิท ทำให้การเดินทางสะดวกมาก ก้าวแรกที่เดินเข้าไปจะสัมผัสได้ถึงความสงบเงียบแบบญี่ปุ่นดั้งเดิมที่ผสมผสานความโมเดิร์นได้อย่างลงตัว การตกแต่งเน้นความเรียบง่ายแต่ดูแพง ใช้แสงไฟที่นุ่มนวลช่วยสร้างบรรยากาศผ่อนคลาย จุดขายที่ต่างจากที่อื่นคือความเป็นส่วนตัวที่สูงมากและวิวเมืองที่มองเห็นผ่านกระจกบานใหญ่ ทำให้รู้สึกเหมือนได้นั่งทานอาหารอยู่ในห้องรับรองสุดหรู เหมาะสำหรับมื้อกลางวันเพื่อธุรกิจหรือมื้อค่ำที่ต้องการความเป็นส่วนตัวแบบเอ็กซ์คลูซีฟ

เมนูอร่อยที่ห้ามพลาด

หัวใจสำคัญที่เป็นซิกเนเจอร์ของที่นี่คือศาสตร์แห่งการปรุงเต้าหู้และยุบะ (Yuba) หรือฟองเต้าหู้ที่ส่งตรงวัฒนธรรมการกินมาจากญี่ปุ่น เมนูที่ไม่ควรพลาดคืเซตรวมเต้าหู้สุดพรีเมียมที่มีเนื้อสัมผัสเนียนนุ่มจนแทบจะละลายในปาก รวมถึงเซตอาหารไคเซกิที่จัดวางมาอย่างประณีตราวกับงานศิลปะ วัตถุดิบตามฤดูกาลแต่ละชนิดถูกคัดสรรมาอย่างพิถีพิถัน ไม่ว่าจะเป็นปูทาราบะเนื้อหวานหรือเนื้อวัวเกรดเอชั้นเลิศ ความพิเศษอยู่ที่ความเบาสบายของอาหารที่เน้นรสชาติธรรมชาติของวัตถุดิบเป็นหลัก ไม่จัดจ้านแต่ลุ่มลึก กินแล้วรู้สึกสุขภาพดีและอิ่มเอมไปกับความคิดสร้างสรรค์ที่เชฟใส่มาในทุกคำ

ช่วงราคา

ในส่วนของงบประมาณในการมาสัมผัสประสบการณ์ไคเซกิสุดพรีเมียมนี้ มีช่วงราคาต่อหัวโดยเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 1,500-4,000 บาท

Umenohana Restaurant Solaria Hotel

เวลาทำการ

ทุกวัน 11:00–15:00 น. และ 18:00–21:00 น.

ที่อยู่

เลขที่ 1 ชั้น 2 ซ. สุขุมวิท 14 แขวงคลองเตย เขตคลองเตย กรุงเทพมหานคร 10110

หน้ารายละเอียดร้าน

https://aroimaru.com/restaurants/umenohana-solaria/

3. SUPER SHAKARIKI 432 EMSPHERE

บรรยากาศร้าน

ถ้าวันไหนรู้สึกหมดพลังแล้วอยากหาที่ชาร์จแบตด้วยความสนุกสนานสไตล์โอซาก้า ร้านนี้คือจุดเช็คอินที่ห้ามพลาดเลย ตัวร้านตั้งอยู่ในห้างเอ็มสเฟียร์ที่เชื่อมกับรถไฟฟ้าสถานีพร้อมพงษ์แบบเดินถึงกันได้สบายๆ บรรยากาศข้างในคือความมันส์ที่ส่งตรงมาจากญี่ปุ่นแท้ๆ มีเสียงตะโกนต้อนรับพนักงานที่ดูขยันขันแข็งตลอดเวลา การตกแต่งเน้นความจัดจ้าน มีป้ายไฟและของประดับตกแต่งที่จัดออกมาได้อย่างลงตัว สิ่งที่ทำให้ที่นี่พิเศษกว่าสาขาอื่นคือความกว้างขวางและดูโมเดิร์นขึ้นมาอีกระดับ แต่ยังคงรักษาความสนุกสนานที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวไว้ได้ดีมาก เหมาะสุดๆ สำหรับการนัดกลุ่มเพื่อนมาปลดปล่อยความเครียดหรือจะจัดปาร์ตี้วันเกิดที่นี่ก็รับรองว่าได้เสียงหัวเราะกลับไปแน่นอน

เมนูอร่อยที่ห้ามพลาด

เมนูของทางร้านมีให้เลือกเยอะจนตาลาย แต่ถ้ามาถึงถิ่นโอซาก้าแล้วไม่ได้สั่งทาโกะยากิก็เหมือนมาไม่ถึง ความสนุกอยู่ที่เราสามารถโชว์ฝีมือการหมุนลูกทาโกะยากิเองได้ที่โต๊ะ หรือถ้าใครอยากทานแบบอิ่มท้องต้องสั่งคุชิคะสึ หรือของทอดเสียบไม้ที่แป้งบางกรอบไม่อมน้ำมัน ทานคู่ซอสรสเข้มข้นที่เป็นสูตรเด็ดเฉพาะตัว นอกจากนี้ยังมีเมนูหม้อไฟนาเบะและซาชิมิที่สดใหม่เอาไว้ทานคู่กับเครื่องดื่มเย็นๆ ความพิเศษอีกอย่างคือความคิดสร้างสรรค์ของเมนูที่ชอบมีชื่อแปลกๆ และการนำเสนอที่ดูน่าตื่นเต้น ทำให้ทุกจานที่ยกมาเสิร์ฟกลายเป็นเรื่องราวให้เราได้คุยกันในวงสนทนาได้ตลอดมื้อ

ช่วงราคา

เรื่องความคุ้มค่าถือว่าตอบโจทย์ชีวิตคนเมืองได้ดีทีเดียว โดยช่วงราคาต่อหัวเฉลี่ยจะอยู่ที่ประมาณ 500-1,200 บาท

SUPER SHAKARIKI 432 EMSPHERE

เวลาทำการ

ทุกวัน 11:00–5:00 น.

ที่อยู่

ชั้นที่5 ห้องเลขที่5D 03, อาคารศูนย์การค้าเอ็มสเฟียร์, 05 ถ. สุขุมวิท แขวงคลองตันเหนือ เขตคลองเตย กรุงเทพมหานคร 10110

หน้ารายละเอียดร้าน

https://aroimaru.com/restaurants/shakariki432-emsphere/

4. Sanriku Sushi Kyodoizakaya

บรรยากาศร้าน

ใครที่ชอบบรรยากาศร้านลับที่ซ่อนตัวอยู่ในซอยสุขุมวิท 19 บอกเลยว่าร้านนี้คือจุดหมายที่ต้องมาให้ได้ การเดินทางก็สะดวกสุดๆ เพราะอยู่ใกล้กับสถานีอโศกซึ่งเป็นจุดเชื่อมต่อหลักในแนว BTS ภายในร้านให้ความรู้สึกเหมือนเราหลุดเข้าไปอยู่ในร้านอาหารย่านภูมิภาคโทโฮคุของญี่ปุ่น การตกแต่งเน้นความดั้งเดิมด้วยไม้และของสะสมโบราณที่ดูมีมนต์ขลัง แสงไฟสลัวๆ ช่วยให้มื้ออาหารดูอบอุ่นและเป็นส่วนตัวมากขึ้น สิ่งที่ทำให้ที่นี่ต่างจากอิซากายะทั่วไปคือความเงียบสงบที่แฝงไปด้วยความขลัง ไม่ได้อึกทึกจนเกินไป เหมาะมากสำหรับคนที่อยากมานั่งดื่มด่ำกับรสชาติปลาสดๆ และจิบเครื่องดื่มเย็นๆ หลังจากฝ่าฟันความวุ่นวายบนท้องถนนมาทั้งวัน

เมนูอร่อยที่ห้ามพลาด

จุดเด่นที่ทำให้หลายคนต้องกลับมาซ้ำคือความสดของวัตถุดิบที่ส่งตรงมาจากภูมิภาคซันริคุซึ่งขึ้นชื่อเรื่องอาหารทะเลคุณภาพเยี่ยม เมนูที่ห้ามพลาดคือซูชิและซาชิมิรวมที่เชฟจัดมาให้แบบชิ้นหนาจุใจ เนื้อปลาหวานเด้งและมีความฉ่ำในตัวแบบไม่ต้องปรุงแต่งเยอะ อีกหนึ่งจานที่เป็นซิกเนเจอร์คือเมนูของกินเล่นสไตล์ท้องถิ่นและอาหารทะเลย่างถ่านที่หอมกลิ่นควันอ่อนๆ ความพิเศษอยู่ที่การนำเสนออาหารที่ดูเรียบง่ายแต่รสชาติลุ่มลึกเหมือนกินอยู่ที่เมืองท่าในญี่ปุ่นจริงๆ รวมถึงซุปใสรสกลมกล่อมที่ช่วยล้างปากได้เป็นอย่างดี ทำให้ทุกคำที่ทานเข้าไปสัมผัสได้ถึงความพิถีพิถันและการเลือกใช้วัตถุดิบชั้นเลิศที่หาทานได้ยากในร้านทั่วไป

ช่วงราคา

ช่วงราคาต่อหัวโดยเฉลี่ยจะอยู่ที่ประมาณ 800-1,500 บาท ซึ่งถือว่าคุ้มค่ามากเมื่อเทียบกับเกรดของปลาดิบที่ได้รับและความเป็นส่วนตัวใจกลางเมือง

Sanriku Sushi Kyodoizakaya

เวลาทำการ

จ.-ส. 17:00–4:00 น.

อา. 17:00–2:00 น.

ที่อยู่

ซอย สุขุมวิท 19 แยก 2 แขวงคลองเตยเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพมหานคร 10110

หน้ารายละเอียดร้าน

https://aroimaru.com/restaurants/sanriku-sushi-kyodoizakaya/

5. Fuku Fuku

บรรยากาศร้าน

ถ้าวันไหนลงจากรถไฟฟ้าสถานีพร้อมพงษ์แล้วรู้สึกหิวจนไม่อยากเดินไกล ลองแวะมาที่อาคารสมัชชาวาณิช 2 ที่มีร้านฟุกุ ฟุกุซ่อนอยู่ ร้านนี้หลบมุมอยู่ในบรรยากาศที่เงียบสงบกว่าห้างสรรพสินค้าข้างเคียง ภายในร้านให้ความรู้สึกเหมือนร้านอาหารญี่ปุ่นย่านธุรกิจในโตเกียวที่พนักงานออฟฟิศชอบมาฝากท้อง การตกแต่งเน้นความเรียบง่าย ใช้พื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดูสะอาดสะอ้านและเป็นสัดส่วน จุดเด่นที่ทำให้ต่างคือบรรยากาศที่ดูเป็นผู้ใหญ่และนิ่ง เหมาะสำหรับการมานั่งพักทานมื้อเที่ยงแบบรวดเร็วแต่คุณภาพคับแก้ว หรือจะนัดคุยงานเบาๆ พร้อมทานอาหารญี่ปุ่นรสชาติต้นตำรับในช่วงเย็นก็ดูลงตัว

เมนูอร่อยที่ห้ามพลาด

ความพิเศษของที่นี่คือการเสิร์ฟอาหารที่ทำออกมาได้คุ้มค่าและสารอาหารครบถ้วน เมนูที่ห้ามพลาดคือยากิโทริที่ย่างมากำลังดี เนื้อในยังฉ่ำ หรือจะเป็นปลาดิบที่หั่นปลามาแบบชิ้นหนาพอดีคำ วัตถุดิบมีความสดใหม่ตามมาตรฐานญี่ปุ่นแท้ๆ อีกหนึ่งเมนูที่หลายคนติดใจคือนาเบะ หรือเมนูหม้อไฟ ที่เหมาะกับการซดซุปร้อนๆ ให้หายเหนื่อย ความโดดเด่นอยู่ที่ความเร็วในการเสิร์ฟและความสดของอาหารที่รักษามาตรฐานได้อย่างคงเส้นคงวา เหมาะกับจังหวะชีวิตคนเมืองที่ต้องการความอร่อยแบบไม่ต้องรอนาน

ช่วงราคา

สำหรับงบประมาณในการมาฝากท้อง ช่วงราคาต่อหัวโดยเฉลี่ยจะอยู่ที่ประมาณ 500-1,000 บาท เป็นราคาที่คุ้มค่ามากในย่านสุขุมวิท แถมยังเดินทางสะดวกสบายอีกด้วย

Fuku Fuku

เวลาทำการ

จ.-ศ. 11:30–14:00 น. และ 17:30–22:30 น.

ส.-อา. 11:30–1:00 น.

ที่อยู่

UBC2 591 ตึก ถ. สุขุมวิท แขวงคลองตันเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพมหานคร 10110

หน้ารายละเอียดร้าน

https://aroimaru.com/restaurants/fukufuku/

6. Hokkaido Sushi Izakaya Ezoya

บรรยากาศร้าน

เดินเข้าซอยจากแนวรถไฟฟ้าสถานีพร้อมพงษ์หรือทองหล่อมาเพียงนิดเดียวจะเจอกับร้านที่ให้ฟีลเหมือนเรากำลังก้าวเข้าสู่บ้านไม้เก่าแก่ในแถบชนบทของฮอกไกโด ภายในตกแต่งด้วยวัสดุธรรมชาติและไม้เป็นหลัก แฝงไปด้วยความอบอุ่นและมีกลิ่นอายความขลังของวัฒนธรรมแดนเหนือ สิ่งที่ทำให้ที่นี่ดูโดดเด่นและแตกต่างจากร้านเหล้าญี่ปุ่นทั่วไปคือความสงบที่ซ่อนอยู่ในย่านใจกลางเมือง เหมาะแก่การนั่งคุยกันแบบส่วนตัว มีที่นั่งให้เลือกทั้งแบบโต๊ะปกติและห้องเสื่อทาทามิที่ให้ความเป็นส่วนตัวสูงมาก บรรยากาศโดยรวมมีความเป็นกันเองแต่อบอวลไปด้วยเสน่ห์แบบดั้งเดิมที่ชวนให้รู้สึกผ่อนคลายทันทีที่หย่อนตัวลงนั่ง

เมนูอร่อยที่ห้ามพลาด

เมนูที่ต้องสั่งและถือเป็นพระเอกของทางร้านเลยคือดงบุริหรือข้าวหน้าปลาดิบที่อัดแน่นไปด้วยวัตถุดิบส่งตรงจากฮอกไกโด โดยเฉพาะข้าวหน้าไข่ปลาแซลมอนล้นทะลักที่พนักงานจะมาตักเสิร์ฟให้ถึงที่โต๊ะพร้อมเสียงเชียร์สร้างความตื่นเต้น นอกจากนี้ยังมีซิกเนเจอร์อย่างเจงกิสข่านหรือเนื้อย่างสไตล์ฮอกไกโดที่ใช้กระทะรูปทรงเฉพาะตัว ย่างเนื้อแกะหรือเนื้อวัวจนหอมฟุ้งทานคู่กับผักสดๆ ความพิเศษอยู่ที่การคัดสรรวัตถุดิบตามฤดูกาลที่หาทานยากในไทย นำมาปรุงด้วยกรรมวิธีที่เน้นชูรสชาติธรรมชาติของวัตถุดิบนั้นๆ ทำให้ทุกจานที่ออกมามีรสสัมผัสที่ลึกซึ้งและเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว

ช่วงราคา

ในส่วนของช่วงราคาต่อหัวโดยเฉลี่ยจะอยู่ที่ประมาณ 800-1,500 บาทขึ้นไป

Hokkaido Sushi Izakaya Ezoya

เวลาทำการ

จ.-ศ.16:00-23:00 น.

ส.12:00-23:00 น.

อา.12:00-22:00 น.

ที่อยู่

30 ซ. สุขุมวิท 20 แขวงคลองตัน เขตคลองเตย กรุงเทพมหานคร 10110

หน้ารายละเอียดร้าน

https://aroimaru.com/restaurants/hokkaido-sushi-izakaya-ezoya/

7. Isshin Japanese Restaurant

บรรยากาศร้าน

สำหรับใครที่อยากหนีความวุ่นวายของย่านสุขุมวิทมาสัมผัสรสชาติความละเมียดละไมแบบดั้งเดิม ร้านนี้ตั้งอยู่ในซอยสุขุมวิท 24 เดินทางง่ายๆ เพียงลงจากรถไฟฟ้าสถานีพร้อมพงษ์แล้วเดินเข้ามาในซอยเพียงครู่เดียว ภายในร้านตกแต่งด้วยสไตล์บ้านญี่ปุ่นโบราณที่ให้ความรู้สึกขรึมและสงบเงียบอย่างบอกไม่ถูก มีการใช้เฟอร์นิเจอร์ไม้และจัดแบ่งที่นั่งให้มีความเป็นส่วนตัวสูง สิ่งที่ทำให้ที่นี่พิเศษกว่าร้านอื่นคือบรรยากาศที่ดูขลังและเก่าแก่ราวกับร้านอาหารที่เปิดมานานหลายสิบปีในญี่ปุ่นจริงๆ เหมาะมากสำหรับมื้อกลางวันหรือมื้อค่ำที่ต้องการความสงบเพื่อสนทนากับคนสำคัญในมู้ดที่เรียบหรูและคลาสสิก

เมนูอร่อยที่ห้ามพลาด

เมนูซิกเนเจอร์ที่เป็นหัวใจหลักของร้านคือโซบะเส้นสดที่ทำขึ้นด้วยฝีมืออันประณีต เส้นโซบะที่นี่มีเนื้อสัมผัสที่เหนียวนุ่มและมีกลิ่นหอมของแป้งบักวีตที่ชัดเจนมาก เมนูที่พลาดไม่ได้คือโซบะเย็นที่เสิร์ฟมาพร้อมกับซอสสึยุรสชาติกลมกล่อมและเทมปุระที่ทอดมาได้กรอบเบาไม่อมน้ำมัน ความพิเศษอีกอย่างคือเมนูอุด้งหม้อร้อนที่ตัวน้ำซุปถูกเคี่ยวจนได้รสชาติลึกซึ้งและกลมกล่อม รวมถึงเมนูเต้าหู้ทำเองที่ให้เนื้อสัมผัสเนียนละเอียดและหอมถั่วเหลืองแบบสุดๆ ทุกจานที่ยกมาเสิร์ฟสะท้อนถึงความตั้งใจและการรักษามาตรฐานแบบดั้งเดิมไว้อย่างเหนียวแน่น จนรู้สึกได้ถึงหัวใจของอาหารญี่ปุ่นในทุกคำที่ทาน

ช่วงราคา

ช่วงราคาเฉลี่ยต่อหัวจะอยู่ที่ประมาณ 500-1,500 บาท ซึ่งถือว่าสมเหตุสมผลมากสำหรับร้านอาหารที่มีบรรยากาศเฉพาะตัวและเน้นงานฝีมือในการทำเส้นสดแบบนี้ เป็นการจ่ายเพื่อแลกกับความสงบและรสชาติต้นตำรับที่หาทานได้ยากในร้านอาหารญี่ปุ่นสมัยใหม่ทั่วไป

Isshin Japanese Restaurant

เวลาทำการ

จ.-ส. 11:30–14:15 น. และ 17:30–22:00 น.

อา.11:30–14:15 น. และ 17:30–21:30 น.

ที่อยู่

16 ถนน สุขุมวิท – ซอย สุขุมวิท 24 แขวงคลองตัน เขตคลองเตย กรุงเทพมหานคร 10110

หน้ารายละเอียดร้าน

https://aroimaru.com/restaurants/isshin-japanese-restaurant/

8. 298 Nikuya Yakiniku

บรรยากาศร้าน

สายเนื้อย่างที่เน้นความสมเหตุสมผลของราคาและคุณภาพระดับพรีเมียมต้องลองแวะมาที่นี่ ร้านตั้งอยู่ไม่ไกลจากสถานีรถไฟฟ้าพร้อมพงษ์ เดินเท้ามาเพียงไม่กี่ก้าวก็จะได้พบกับสเปซที่ออกแบบมาให้ดูเท่และขรึมด้วยโทนสีเข้มของเฟอร์นิเจอร์ตัดกับแสงไฟวอร์มไวท์ที่ให้ความรู้สึกอบอุ่น สไตล์การตกแต่งมีความเป็นลอฟต์ผสมผสานกับกลิ่นอายญี่ปุ่นยุคใหม่ ความพิเศษคือการจัดวางโต๊ะที่กว้างขวางและมีระบบดูดควันที่มีประสิทธิภาพสูงมาก ทำให้เราสามารถนั่งปิ้งเนื้อทานได้อย่างเต็มที่โดยไม่ต้องกังวลว่ากลิ่นจะติดเสื้อผ้าหรือผมหลังเดินออกจากร้าน เหมาะมากสำหรับการนัดรวมตัวกลุ่มเพื่อนที่เน้นการกินแบบจริงจังในบรรยากาศที่เป็นกันเองและมีคลาสไปพร้อมกัน

เมนูอร่อยที่ห้ามพลาด

ทีเด็ดที่ทำให้หลายคนกลายมาเป็นลูกค้าประจำคือเนื้อวากิวญี่ปุ่นที่คัดสรรส่วนที่ดีที่สุดมาเสิร์ฟ โดยเฉพาะเมนูเนื้อส่วนท้องที่เมื่อวางลงบนเตาถ่านร้อนๆ ไขมันจะค่อยๆ ละลายส่งกลิ่นหอมฟุ้งไปทั่วโต๊ะ ความนุ่มของเนื้อที่นี่แทบจะละลายไปกับลิ้นโดยไม่ต้องออกแรงเคี้ยวมากนัก และที่พลาดไม่ได้คือลิ้นวัวหั่นหนาที่ผ่านการหมักมาอย่างดีจนได้รสชาติที่กลมกล่อม นอกจากเนื้อแดงแล้ว เครื่องเคียงอย่างกิมจิที่ร้านทำเองและผักสดก็ช่วยตัดเลี่ยนได้เป็นอย่างดี เสริมด้วยน้ำจิ้มสูตรลับของทางร้านที่ช่วยชูรสชาติของเนื้อให้เด่นชัดขึ้นมาโดยไม่กลบกลิ่นหอมตามธรรมชาติของวัตถุดิบ

ช่วงราคา

ในส่วนของช่วงราคาเฉลี่ยต่อหัวจะอยู่ที่ประมาณ 1,000-2,500 บาท ขึ้นอยู่กับว่าเลือกสั่งเป็นเนื้อเกรดไหนหรือเลือกทานเป็นเซตเมนู

298 Nikuya Yakiniku

เวลาทำการ

ทุกวัน 11:30–23:00 น.

ที่อยู่

2/34 ซ สุขุมวิท 41 แขวงคลองตันเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพมหานคร 10110

หน้ารายละเอียดร้าน

https://aroimaru.com/restaurants/298-nikuya-yakiniku/

9. KOUBAI Ginza Shabu Shabu

บรรยากาศร้าน

ยกระดับมื้ออาหารญี่ปุ่นให้หรูหราขึ้นอีกขั้นกับร้านชาบูชาบูระดับตำนานจากย่านกินซ่าที่มาปักหมุดอยู่ในโครงการดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค ซึ่งเดินทางมาได้ง่ายมากจากสถานีศาลาแดงในแนว BTS หรือจะเชื่อมต่อมาจาก MRT สีลมก็สะดวกสุดๆ ภายในร้านตกแต่งด้วยสไตล์โมเดิร์นเจแปนนิสที่เน้นความเรียบหรู ดูแพง แต่ยังคงความโปร่งโล่งด้วยเพดานสูงและกระจกบานใหญ่ที่เปิดรับวิวสวนและเมือง สิ่งที่ทำให้ที่นี่พิเศษกว่าร้านชาบูทั่วไปคือความเงียบสงบและการบริการระดับโรงแรมห้าดาวที่ใส่ใจในทุกรายละเอียด ให้ความรู้สึกเหมือนเป็นแขกคนสำคัญที่ได้รับเชิญมาทานอาหารในคฤหาสน์หรูใจกลางเมือง เหมาะอย่างยิ่งสำหรับมื้อพิเศษที่ต้องการความประทับใจหรือการเจรจาธุรกิจที่ต้องการบรรยากาศเหนือระดับ

เมนูอร่อยที่ห้ามพลาด

ความโดดเด่นของเมนูที่นี่ต้องยกให้เนื้อวากิวคัดเกรดพรีเมียมที่มีลายหินอ่อนสวยงามจนแทบไม่กล้าเอาลงหม้อ เนื้อแต่ละชิ้นถูกสไลซ์มาด้วยความหนาที่พอดีเป๊ะ เมื่อแกว่งในน้ำซุปร้อนๆ ไม่กี่วินาทีจะให้สัมผัสที่นุ่มละมุนและละลายในปาก เมนูซิกเนเจอร์ที่พลาดไม่ได้คือชุดชาบูชาบูที่เสิร์ฟพร้อมน้ำซุปสูตรลับที่เคี่ยวจนหอมกรุ่น ทานคู่กับซอสพอนซึรสเปรี้ยวสดชื่นหรือซอสงารสเข้มข้นที่ทางร้านปรุงเอง ความพิเศษอีกอย่างคือผักสดนานาชนิดที่คัดสรรมาอย่างดีและการจัดจานที่ประณีตราวกับงานศิลปะ

ช่วงราคา

ช่วงราคาต่อหัวโดยเฉลี่ยจะเริ่มต้นที่ประมาณ 2,500-5,000 บาทขึ้นไป ซึ่งราคาจะแปรผันตามเกรดของเนื้อและเซตเมนูที่เลือกสั่ง 

KOUBAI Ginza Shabu Shabu

เวลาทำการ

จ.-ศ. 11:30–15:00 น. และ 17:30–22:00 น.

ส.-อา. 11:00–16:00 น. และ 17:30–22:00 น.

ที่อยู่

Unit 515-517, Dusit Central Park, 86 ถ. พระรามที่ 4 แขวงสีลม เขตบางรัก กรุงเทพมหานคร 10500

หน้ารายละเอียดร้าน

https://aroimaru.com/restaurants/koubai-ginza-shabu-shabu/

10. KUMA NO YAKITORI

บรรยากาศร้าน

สำหรับใครที่อยากสัมผัสประสบการณ์กินไก่ย่างถ่านหรือยากิโทริ (Yakitori) ที่ยกระดับขึ้นไปอีกขั้น ร้านนี้คือจุดหมายปลายทางที่น่าตื่นเต้นและควรค่าแก่การตั้งตารอมาก เพราะตั้งอยู่ในโครงการ Rain Hill สุขุมวิท 47 อยู่กึ่งกลางระหว่างสถานีรถไฟฟ้าพร้อมพงษ์และทองหล่อ เดินทางมาได้ไม่ยากเลย บรรยากาศภายในร้านจะให้ความรู้สึกลึกลับและเป็นส่วนตัวสูงมาก การตกแต่งเน้นโทนสีเข้มที่ดูขรึมและพรีเมียม จุดเด่นที่ทำให้ร้านนี้ต่างจากร้านยากิโทริทั่วไปคือการจัดที่นั่งแบบเคาน์เตอร์บาร์รอบครัวเปิด ทำให้เราได้เห็นทุกขั้นตอนการย่างที่พิถีพิถันของเชฟอย่างใกล้ชิด แสงไฟสลัวๆ ช่วยสร้างอารมณ์ให้มื้ออาหารดูพิเศษขึ้น เหมาะมากสำหรับการมานั่งดื่มด่ำกับรสชาติอาหารในค่ำคืนที่ต้องการความสงบและเอ็กซ์คลูซีฟในแบบที่หาจากที่อื่นได้ยาก

เมนูอร่อยที่ห้ามพลาด

ความพิเศษของเมนูที่นี่คือการเสิร์ฟแบบคอร์สโอมากาเสะที่เน้นวัตถุดิบหลักคือไก่ ซึ่งเชฟใช้ไก่สายพันธุ์คัดเฉพาะที่มีเนื้อสัมผัสดีและรสชาติเข้มข้น เมนูซิกเนเจอร์ที่ทุกคนต้องพูดถึงคือต้นขาไก่ย่างถ่านที่ย่างมาจนหนังกรอบแต่เนื้อข้างในยังชุ่มฉ่ำหอมกลิ่นควันจากถ่านไม้ นอกจากนี้ยังมีเมนูตับไก่บดที่เนียนนุ่มแทบละลายในปาก และจานปิดท้ายที่ห้ามพลาดอย่างข้าวหน้าไข่ดิบที่มีความเข้มข้นของไข่แดงเกรดพรีเมียมคลุกเคล้ากับข้าวญี่ปุ่นร้อนๆ ความเจ๋งคือเชฟจะคุมจังหวะการย่างแต่ละไม้ให้สุกพอดีเป๊ะเพื่อดึงรสชาติที่ดีที่สุดของส่วนต่างๆ ออกมา ทำให้การกินไก่ย่างกลายเป็นงานศิลปะที่น่าประทับใจ

ช่วงราคา

ในส่วนของค่าใช้จ่ายสำหรับการเปิดประสบการณ์ยากิโทริระดับไฮเอนด์นี้ ช่วงราคาต่อหัวโดยเฉลี่ยจะเริ่มต้นที่ประมาณ 2,500-3,500 บาทขึ้นไปสำหรับคอร์สอาหารหลัก ซึ่งหากมีการสั่งเครื่องดื่มเพิ่มเติมราคาก็จะขยับขึ้นไปตามลำดับ ถือว่าเป็นราคาที่แลกมาด้วยความประณีตของวัตถุดิบและฝีมือการย่างระดับปรมาจารย์

KUMA NO YAKITORI

เวลาทำการ

จ.-ส. 17:00–22:30 น., ปิดทุกวันอาทิตย์

ที่อยู่

Rain Hill, 1F, 777 ซอย สุขุมวิท 47 แขวงคลองตันเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพมหานคร 10110

หน้ารายละเอียดร้าน

https://aroimaru.com/restaurants/kuma-no-yakitori/

11. Genpukan Thonglor

บรรยากาศร้าน

สายเนื้อย่างคนไหนที่ชอบฟีลแบบร้านต้นตำรับดั้งเดิมต้องหลงรักที่นี่แน่นอน ร้านตั้งอยู่ในซอยทองหล่อที่เดินทางสะดวกสุดๆ ในแนว BTS เพียงลงสถานีทองหล่อแล้วต่อรถเข้ามาอีกนิด บรรยากาศด้านในให้ความรู้สึกเหมือนเราวาร์ปไปอยู่ในร้านยากินิกุแถบย่านที่พักอาศัยของคนญี่ปุ่นจริงๆ พื้นที่ร้านมีความขรึมและดูเท่ด้วยการเน้นโทนสีเข้มและการจัดแสงแบบสลัวๆ สิ่งที่ทำให้ที่นี่มีเสน่ห์ต่างจากร้านปิ้งย่างแฟรนไชส์คือความรู้สึกที่ดูเป็นร้านลับแต่ขลัง มีกลิ่นหอมของเนื้อย่างลอยละล่องไปทั่วร้านตั้งแต่วินาทีแรกที่เปิดประตูเข้าไป เป็นสถานที่ที่เหมาะมากสำหรับการนัดรวมตัวกลุ่มเพื่อนที่อยากกินเนื้อแบบจริงจังในบรรยากาศที่แฝงไปด้วยความคลาสสิกและเป็นกันเอง

เมนูอร่อยที่ห้ามพลาด

ความเด็ดขาดของที่นี่อยู่ที่เนื้อย่างที่เน้นการหมักด้วยซอสสูตรเข้มข้นที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว เมนูซิกเนเจอร์ที่ใครมาก็ต้องสั่งคือเนื้อส่วนที่หมักด้วยซอสสูตรของร้าน ซึ่งรสชาติซึมลึกเข้าไปในเนื้อแบบไม่ต้องจิ้มอะไรเพิ่มเลย เนื้อวัวที่นี่คัดเกรดมาอย่างดี ลายไขมันสวยงามและให้สัมผัสที่นุ่มหนึบกำลังดี ไม่ได้ละลายจนหายไปแต่มีความชุ่มฉ่ำในทุกคำที่เคี้ยว นอกจากนี้ยังมีเมนูลิ้นวัวหั่นหนาที่เด้งสู้ฟันและเครื่องในหมักรสจัดจ้านที่หาทานได้ยากในร้านทั่วไป ความพิเศษอยู่ที่น้ำจิ้มเนื้อย่างของร้านที่ส่งให้เนื้ออร่อยกลมกล่อมยิ่งขึ้น เป็นรสชาติแบบเข้มข้นถึงใจที่หาใครเหมือนได้

ช่วงราคา

ช่วงราคาต่อหัวเฉลี่ยจะอยู่ที่ประมาณ 1,000-2,000 บาท ถ้าเทียบกับคุณภาพเนื้อระดับนี้บนทำเลทองใจกลางทองหล่อที่เชื่อมต่อกับแนว BTS ได้ง่าย ก็นับว่าเป็นพิกัดที่คุ้มค่าแก่การดั้นด้นมาลิ้มลองเป็นอย่างยิ่ง

Genpukan Thonglor

เวลาทำการ

41, 43 ถ. ทองหล่อ แขวงคลองตันเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพมหานคร 10110

ที่อยู่

ทุกวัน 12:00–0:00 น.

หน้ารายละเอียดร้าน

https://aroimaru.com/restaurants/genpukan-thonglor/

12. Sushi Kappou Ishimoto

บรรยากาศร้าน

ถ้าอยากเปลี่ยนบรรยากาศมาทานมื้อค่ำที่สุดแสนจะประณีตในโรงแรมหรูแต่ยังคงเดินทางง่ายตามแนว BTS แนะนำให้พุ่งตัวมาที่โรงแรม นิกโก้ กรุงเทพฯ ย่านทองหล่อได้เลย ร้านนี้ซ่อนตัวอยู่ด้วยบรรยากาศที่เงียบสงบและดูเรียบโก้สไตล์มินิมอลแบบญี่ปุ่นแท้ๆ ภายในร้านเน้นความโปร่งสบายด้วยการใช้ไม้สีอ่อนและการจัดแสงที่ให้ความรู้สึกอบอุ่น จุดเด่นที่ทำให้ร้านนี้พิเศษกว่าที่อื่นคือสไตล์การเสิร์ฟแบบคัปโปะ เป็นการผสมผสานระหว่างความพิถีพิถันของเชฟที่ทำอาหารให้ดูแบบสดๆ ตรงหน้าเคาน์เตอร์บาร์ เข้ากับความผ่อนคลายที่ไม่ต้องเกร็งเหมือนการทานโอมากาเสะบางแห่ง ทำให้ได้เห็นทุกเทคนิคการเตรียมวัตถุดิบอย่างใกล้ชิดในบรรยากาศที่ยังคงความเป็นส่วนตัวและดูแพงไปพร้อมกัน

เมนูอร่อยที่ห้ามพลาด

ความพิเศษของเมนูที่นี่คือการหยิบเอาวัตถุดิบตามฤดูกาลมาสร้างสรรค์เป็นเมนูที่แปลกใหม่แต่ยังคงรสชาติดั้งเดิมไว้ได้อย่างดีเยี่ยม เมนูซิกเนเจอร์ที่หลายคนประทับใจคือบรรดาอาหารจานร้อนที่ปรุงด้วยเทคนิคเฉพาะตัว รวมถึงซูชิคำโตที่เชฟคัดเลือกปลาสดใหม่ส่งตรงจากญี่ปุ่นแบบวันต่อวัน ความโดดเด่นอยู่ที่ความสมดุลของรสชาติที่ไม่ได้เน้นแค่ความสดของปลาเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมไปถึงการปรุงรสข้าวและซอสสูตรพิเศษที่ช่วยส่งเสริมรสสัมผัสของวัตถุดิบให้โดดเด่นขึ้นมาในทุกคำที่ทาน นอกจากนี้ยังมีเมนูที่หาทานได้ยากในร้านทั่วไป ซึ่งเชฟจะคอยแนะนำเรื่องราวของวัตถุดิบแต่ละชนิดให้เราได้เพลิดเพลินไปตลอดมื้ออาหาร

ช่วงราคา

ช่วงราคาต่อหัวโดยเฉลี่ยจะเริ่มต้นที่ประมาณ 2,500-5,500 บาทขึ้นไป เป็นราคาที่คุ้มค่ากับมาตรฐานการบริการระดับโรงแรมและการได้ลิ้มรสฝีมือเชฟระดับมืออาชีพในทำเลใจกลางเมืองใกล้รถไฟฟ้า BTS

Sushi Kappou Ishimoto

เวลาทำการ

ทุกวัน 17:00–22:00 น.

ที่อยู่

Room 301, Hotel Nikko Bangkok 3rd Fl, 27 ถ. ทองหล่อ แขวงคลองตันเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพมหานคร 10110

หน้ารายละเอียดร้าน

https://aroimaru.com/restaurants/sushi-kappou-ishimoto/

13. LABURI Shabu izakaya Bangkok

บรรยากาศร้าน

ใครที่กำลังมองหาจุดรวมตัวใหม่ๆ ย่านอโศกที่เดินทางสะดวกสุดใจในแนว BTS ต้องลองแวะมาที่สุขุมวิท 23 ร้านนี้ฉีกกฎร้านชาบูแบบเดิมๆ ด้วยการผสมผสานความเป็นอิซากายะเข้าไปได้อย่างลงตัว บรรยากาศภายในร้านออกแบบมาให้ดูเท่และมีความทันสมัย มีความสนุกสนานแฝงอยู่ในทุกมุม การจัดแสงสีให้ฟีลเหมือนเรามาแฮงเอาท์ในคลับลับๆ ที่มีของอร่อยให้กินแบบจริงจัง จุดเด่นที่ทำให้ร้านนี้พิเศษกว่าที่อื่นคือความมีชีวิตชีวาและการบริการที่เป็นกันเองมาก ไม่ว่าจะเป็นที่นั่งแบบโต๊ะใหญ่สำหรับแก๊งเพื่อนหรือมุมสงบสำหรับคนมาคู่ พื้นที่ภายในร้านถูกจัดการให้ดูไม่แออัดแต่ยังคงความคึกคัก เหมาะสำหรับการมาปลดปล่อยความเหนื่อยล้าหลังเลิกงานพร้อมลิ้มรสความอร่อยไปพร้อมกัน

เมนูอร่อยที่ห้ามพลาด

ซิกเนเจอร์ที่ห้ามพลาดเลยคือน้ำซุปสูตรเฉพาะที่มีให้เลือกหลากหลายรสชาติ ทานคู่กับเนื้อวากิวลายสวยที่สไลซ์มาแบบบางเฉียบพอดีคำ เมื่อแกว่งในน้ำซุปร้อนๆ เนื้อจะนุ่มแทบละลายในปาก นอกจากนี้บรรดาเมนูอิซากายะอย่างของทอดและซาชิมิก็ทำออกมาได้สดใหม่และรสชาติจัดจ้านถึงเครื่อง ความโดดเด่นอยู่ที่ความคิดสร้างสรรค์ในการนำเสนออาหารแต่ละจานที่ดูสวยงามและน่าถ่ายรูปมาก รวมถึงซอสจิ้มสูตรลับที่ช่วยชูรสชาติเนื้อให้โดดเด่นขึ้นมาอย่างชัดเจน เป็นประสบการณ์การทานชาบูที่ให้ความรู้สึกสนุกและไม่น่าเบื่อเหมือนร้านทั่วไป

ช่วงราคา

ช่วงราคาต่อหัวโดยเฉลี่ยจะอยู่ที่ประมาณ 500-1,200 บาท ถือว่าเป็นการจ่ายที่คุ้มค่ามากสำหรับคุณภาพวัตถุดิบพรีเมียมและความหลากหลายของเมนูที่มีให้เลือกเพียบ

LABURI Shabu izakaya Bangkok

เวลาทำการ

ทุกวัน 17:00–23:00 น.

ที่อยู่

120/10 ซ. สุขุมวิท 23 แขวงคลองเตยเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพมหานคร 10110

หน้ารายละเอียดร้าน

https://aroimaru.com/restaurants/laburi/

14. Oniku to Gohan Thonglor

บรรยากาศร้าน

สำหรับคนที่หลงใหลในกลิ่นหอมของเนื้อย่างและข้าวสวยร้อนๆ ร้านนี้ที่ตั้งอยู่ตรงสุขุมวิท 53 เป็นพิกัดที่ต้องปักหมุดไว้ด่วน การเดินทางมาก็ง่ายมากเพราะอยู่ใกล้สถานีทองหล่อในแนว BTS เพียงไม่กี่ก้าวก็ถึงที่หมาย บรรยากาศด้านในให้ความรู้สึกเรียบเท่และทันสมัย มีความมินิมอลแบบญี่ปุ่นยุคใหม่ที่เน้นการใช้ไม้และแสงไฟโทนอุ่น สิ่งที่ทำให้ที่นี่ดูฉีกจากร้านอื่นคือความเงียบสงบและเป็นส่วนตัวสูง ไม่มีความวุ่นวายพลุกพล่านเหมือนร้านในห้าง การจัดที่นั่งทำให้เรารู้สึกว่าได้ให้เวลากับมื้ออาหารตรงหน้าอย่างเต็มที่ เป็นที่ที่เหมาะมากสำหรับการมานั่งพักทานอาหารคุณภาพดีหลังจากเหนื่อยล้ามาทั้งวันในบรรยากาศที่ดูแพงแต่เข้าถึงง่าย

เมนูอร่อยที่ห้ามพลาด

หัวใจหลักของความอร่อยที่นี่สะท้อนออกมาตามชื่อร้านนั่นคือการโฟกัสที่เนื้อและข้าวอย่างจริงจัง เมนูซิกเนเจอร์ที่ใครมาก็ต้องลองคือเนื้อวากิวกับข้าวญี่ปุ่นหุงสดใหม่ในหม้อดิน ซึ่งเมล็ดข้าวจะมีความเงา เหนียวนุ่ม และหอมกรุ่นเป็นพิเศษ ความโดดเด่นอยู่ที่ตัวเนื้อวากิวคัดเกรดที่นำไปย่างจนได้ความสุกที่พอเหมาะ ทานคู่กับไข่แดงดองซีอิ๊วที่ช่วยเพิ่มความนัวและความหวานมันได้อย่างลงตัว นอกจากนี้ยังมีเมนูเครื่องเคียงที่คัดสรรมาเพื่อช่วยตัดเลี่ยนและชูรสชาติของเนื้อให้เด่นชัดขึ้นไปอีก

ช่วงราคา

ช่วงราคาต่อหัวเฉลี่ยจะอยู่ที่ประมาณ 800-1,800 บาท ถือว่าสมเหตุสมผลมาก นับเป็นอีกหนึ่งจุดเช็คอินที่สายกินเนื้อไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง

Oniku to Gohan Thonglor

เวลาทำการ

ทุกวัน 11:30–15:00 น. และ 17:00–23:00 น.

ที่อยู่

No.88 Room.1, B3 ซ. สุขุมวิท 53 แขวงคลองตันเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพมหานคร 10110

หน้ารายละเอียดร้าน

https://aroimaru.com/restaurants/oniku-to-gohan-thonglor/

15. Temagokoro

บรรยากาศร้าน

ถ้าวันไหนนึกสนุกอยากลองทานซูชิในรูปแบบที่ต่างออกไปจากเดิม แนะนำให้ลองแวะมาที่ซอยสุขุมวิท 31 ซึ่งเดินทางมาได้ไม่ยากเลยในแนว BTS เพียงลงรถไฟฟ้าสถานีพร้อมพงษ์แล้วเดินต่อมาอีกนิดจะพบกับร้านที่มีคอนเซปต์น่าสนใจมาก ภายในร้านเน้นความโมเดิร์นที่ดูโฉบเฉี่ยวแต่ยังคงความอบอุ่นแบบญี่ปุ่นสมัยใหม่ มีความโดดเด่นตรงที่เน้นที่นั่งแบบเคาน์เตอร์บาร์เพื่อให้แขกทุกคนได้รับอาหารที่ทำสดใหม่ส่งตรงจากมือเชฟทันที บรรยากาศจะดูมีพลังและมีชีวิตชีวา เหมาะมากสำหรับการนัดเพื่อนมานั่งคุยไปทานไปในมู้ดที่ดูสนุกแต่ยังแฝงความพรีเมียมไว้ในทุกรายละเอียด

เมนูอร่อยที่ห้ามพลาด

หัวใจสำคัญที่ทำให้ร้านนี้กลายเป็นที่พูดถึงคือเมนูเทมากิ (Temaki) ซึ่งเชฟจะคัดสรรวัตถุดิบคุณภาพเยี่ยมมาจัดวางลงบนแผ่นสาหร่ายที่กรอบกรุบ เมนูซิกเนเจอร์ที่ห้ามพลาดคือเทมากิหน้าอูนิและเนกิโทโร่ที่ให้สัมผัสละมุนละไมตัดกับความกรอบของสาหร่ายชั้นดีได้อย่างลงตัว ความพิเศษอยู่ที่การควบคุมอุณหภูมิของข้าวและคุณภาพของสาหร่ายที่จะต้องทานทันทีหลังจากทำเสร็จเพื่อให้ได้อรรถรสที่ดีที่สุด นอกจากนี้ยังมีเมนูของทานเล่นที่ทำออกมาได้น่าตื่นตาตื่นใจ รสชาติมีความสมดุลระหว่างความสดของปลาและความเข้มข้นของซอสสูตรเฉพาะ

ช่วงราคา

ช่วงราคาต่อหัวโดยเฉลี่ยจะอยู่ที่ประมาณ 1,200-2,500 บาท ขึ้นอยู่กับว่าจะเลือกสั่งเป็นคำๆ หรือจัดเป็นเซตที่เชฟจัดวางมาให้

Temagokoro

เวลาทำการ

จ.-อ., พฤ.-อา. 11:30–23:30 น., ปิดทุกวันพุธ

ที่อยู่

สุขุมวิท 31 แขวงคลองเตยเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพมหานคร 10110

หน้ารายละเอียดร้าน

https://aroimaru.com/restaurants/temagokoro/