10 ร้านซูชิระดับพรีเมียม ที่คนรักซูชิตัวจริงต้องไปตาม

29.01.2026 (Updated: 29.01.2026)
10 ร้านซูชิระดับพรีเมียม ที่คนรักซูชิตัวจริงต้องไปตาม

คนรักซูชิตัวจริงต้องอ่านบทความนี้ให้จบ เพราะเราได้คัด 10 ร้านระดับท็อปเทียร์ที่เน้นคุณภาพวัตถุดิบและความประณีตในการทำปรุงอาหารของเชฟแบบหาตัวจับยากมาให้โดยเฉพาะ ตั้งแต่ร้านมิชลินชื่อดังไปจนถึงร้านสุดเอ็กซ์คลูซีฟที่มีเอกลักษณ์ไม่ซ้ำใคร เหมาะกับคนที่อยากสัมผัสเสน่ห์ความคลาสสิกของซูชิสไตล์เอโดะมาเอะ หรืออยากลองรสชาติใหม่ๆ จากทั่วญี่ปุ่น บทความนี้จะพาไปสำรวจทั้งเมนูซิกเนเจอร์ บรรยากาศ และช่วงราคา เพื่อช่วยให้การตัดสินใจจองมื้อพิเศษง่ายยิ่งขึ้น

สารบัญ

Show More

1. Sushi Misaki-Nobu

บรรยากาศร้าน

Sushi Misaki-Nobu เป็นร้านที่ให้ความรู้สึกเหมือนเราได้หลุดเข้าไปอยู่ในย่านทานซ่าตั้งแต่ก้าวเท้าเข้าไปในร้าน ความพิเศษที่ทำให้คนรักโอมากาเสะต้องมาคือความประณีตตามสไตล์เอโดะมาเอะแบบดั้งเดิม ภายในร้านตกแต่งเน้นความเรียบง่ายแต่แฝงด้วยความขรึมและเป็นส่วนตัว แสงไฟนวลๆ ช่วยขับให้เคาน์เตอร์ไม้ฮิโนกิเด่นขึ้นมา เป็นบรรยากาศที่ดูแพงแต่กลับทำให้รู้สึกผ่อนคลายและจดจ่ออยู่กับการทำอาหารของเชฟได้เต็มที่ นอกจากนี้ร้านยังใส่ใจในการเลือกใช้วัตถุดิบตามฤดูกาลที่ส่งตรงมาจากญี่ปุ่นแบบวันต่อวัน

เมนูอร่อยที่ห้ามพลาด

เมื่อมาที่ร้านจะพลาดเมนูซูชิที่ใช้เทคนิคการบ่มปลาหรือการหมักในซอสสูตรเฉพาะของร้านไปไม่ได้เลย การทำเช่นนี้จะช่วยดึงรสและกลิ่นของปลาแต่ละชนิดออกมาได้ชัดเจนมาก โดยเฉพาะการใช้ข้าวซูชิที่ผสมกับน้ำส้มสายชูสีแดง (Akazu) ที่เข้ากับเนื้อปลาได้อย่างลงตัว ได้รสชาติที่หนักแต่ไม่เลี่ยน นอกจากนี้เมนูซิกเนเจอร์อย่างอูนิที่คัดมาอย่างดีก็แทบจะละลายในปากทันที เป็นไฮไลท์ที่ทำให้หลายคนต้องกลับมาทานบ่อยๆ

ช่วงราคา

ช่วงราคาต่อหัวจะเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 4,000-8,000 บาทขึ้นไป ขึ้นอยู่กับคอร์สและมื้ออาหารที่เลือก คุ้มค่ามากเมื่อเทียบกับคุณภาพวัตถุดิบระดับท็อปและความพิถีพิถันในทุกขั้นตอน

เหมาะสำหรับคนมองหาร้านแบบไหน

ร้านนี้เหมาะสำหรับคนที่กำลังมองหาประสบการณ์การทานซูชิระดับพรีเมียมที่เน้นความดั้งเดิมและเน้นรสชาติของวัตถุดิบเป็นหลัก ถ้าเกิดอยากทานซูชิรสชาติแบบดั้งเดิมที่เชฟใส่ใจรายละเอียดตั้งแต่อุณหภูมิของข้าวไปจนถึงจังหวะการเสิร์ฟ ร้านนี้ควรค่าแก่การจองล่วงหน้ามาลองสักครั้ง

Sushi Misaki-Nobu

เวลาทำการ

อ.-อา. 12:00–14:00 น. และ 17:00–22:00 น., ปิดทุกวันจันทร์

ที่อยู่

เลขที่ 50 ชั้น 50 อาคารจีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ เพลส (BF1) ถนนอโศกมนตรี (สุขุมวิท 21) แขวงคลองเตยเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพมหานคร 10110

หน้ารายละเอียดร้าน

https://aroimaru.com/restaurants/sushi-misaki-nobu/

2. Sushi Saito

บรรยากาศร้าน

ถ้าพูดถึงที่สุดของวงการโอมากาเสะระดับตำนานในไทย ยังไงก็ต้องมีชื่อของร้าน Sushi Saito บรรยากาศภายในร้านให้ความรู้สึกสงบและนิ่งขรึมแบบญี่ปุ่น ร้านตกแต่งด้วยไม้โทนสีอ่อนที่ดูสะอาดตาแต่สัมผัสได้ถึงความหรูหราที่แฝงอยู่ทุกอณู ความพิเศษที่ทำให้คนรักซูชิตัวจริงยอมรอคิวกันข้ามเดือนคือมาตรฐานที่ถอดแบบมาจากร้านแม่ที่โตเกียวแบบไม่มีผิดเพี้ยน เป็นพื้นที่ที่รวมความเอ็กซ์คลูซีฟเอาไว้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ ท่ามกลางบรรยากาศที่เรียบง่ายแต่เต็มไปด้วยมนต์ขลังของศิลปะการปั้นซูชิ

เมนูอร่อยที่ห้ามพลาด

จุดเด่นของเมนูอาหารของที่นี่คือความสมดุลระหว่างข้าวกับปลา เชฟให้ความสำคัญกับอุณหภูมิของข้าวและการปรุงรสด้วยน้ำส้มสายชูที่เป็นสูตรลับเฉพาะ เมนูที่ถือเป็นไม้ตายคือชูโทโร่ (Chutoro) และโอโทโร่ (Otoro) ที่คัดจากแหล่งที่ดีที่สุดมาโดยเฉพาะ เนื้อปลาจะมีความหวานและมีมันแทรกอยู่ในสัดส่วนที่พอดี เมื่อวางลงบนข้าวที่อุณหภูมิพอเหมาะจะได้รสสัมผัสที่นุ่มละมุนจนแทบไม่ต้องเคี้ยว นอกจากนี้ยังมีกุ้งลายเสือญี่ปุ่นที่ต้มสุกกำลังดีและคัมเปียวมากิ (Kanpyou Maki) ที่ปิดท้ายมื้อได้อย่างน่าประทับใจ ทุกคำสะท้อนถึงความละเอียดอ่อนและความใส่ใจของเชฟ

ช่วงราคา

ช่วงราคาต่อหัวโดยเฉลี่ยจะอยู่ที่ประมาณ 5,000-12,000 บาทขึ้นไป ตามประเภทของคอร์สและวัตถุดิบที่หาได้ในช่วงนั้น จัดว่าเป็นราคาที่คุ้มค่ากับการมาลองร้านที่มีชื่อเสียงและคุณภาพระดับโลก

เหมาะสำหรับคนมองหาร้านแบบไหน

ร้านนี้เหมาะมากสำหรับคนที่มองหาความพรีเมียมขั้นสุดและต้องการเข้าถึงจิตวิญญาณของซูชิแบบดั้งเดิมที่ไม่มีการปรุงแต่งจนเกินไป ถ้าต้องการสัมผัสรสชาติที่เรียกว่าเป็นมาตรฐานระดับสากล และอยากรู้ว่าซูชิที่สมบูรณ์แบบเป็นอย่างไร ที่นี่คือจุดหมายปลายทางที่ต้องมาพิสูจน์ด้วยตัวเองสักครั้ง

Sushi Saito

เวลาทำการ

อ.-อา. 12:00–14:00 น., 18:00–19:30 น. และ 19:45–21:30 น., ปิดทุกวันจันทร์

ที่อยู่

Chaophraya Estate (Riverfront Promenade 300 ถ. เจริญกรุง แขวงยานนาวา เขตสาทร กรุงเทพมหานคร 10120

3. Nikaku Bangkok

บรรยากาศร้าน

Nikaku Bangkok นำเสนอเสน่ห์ของซูชิคิวชูที่หาทานได้ยากในกรุงเทพฯ เป็นการถอดแบบมาจากร้านต้นตำรับดีกรีมิชลินที่คิตะคิวชู (Kita Kyushu) ภายในร้านให้ความรู้สึกเงียบสงบและเรียบหรูในสไตล์เซ็น เน้นการใช้วัสดุธรรมชาติและงานไม้ที่ดูทันสมัยแต่ยังคงกลิ่นอายความอบอุ่น ความพิเศษที่ทำให้คนรักซูชิต้องมาลองคือคอนเซปต์เอโดะมาเอะแบบคิวชูที่เน้นการดึงรสชาติจากธรรมชาติของวัตถุดิบในแถบทะเลทางตอนใต้ของญี่ปุ่น มีเอกลักษณ์แตกต่างจากซูชิที่เราคุ้นเคย ทำให้ทุกคำที่ทานเข้าไปให้ความรู้สึกที่แปลกใหม่และน่าตื่นเต้น

เมนูอร่อยที่ห้ามพลาด

เมนูไฮไลท์ที่ถือเป็นซิกเนเจอร์คือการนำปลาสดๆ จากน่านน้ำรอบเกาะคิวชูมาปรุงด้วยเทคนิคที่เน้นความสดชื่นและการชูรสสัมผัสดั้งเดิมของเนื้อปลา เช่น การใช้เกลือและมะนาวญี่ปุ่นหรือส้มสึดะจิแทนการโชยุแบบเดิมๆ นอกจากนี้ความพิเศษของร้านนี้คือการเลือกใช้ปลาที่แทบไม่พบในร้านอื่น รวมถึงวิธีการเตรียมปลาที่มีความซับซ้อนเพื่อให้ได้สัมผัสที่หนึบและพิเศษที่สุด ปิดท้ายด้วยข้าวซูชิที่ปรุงรสมาอย่างกลมกล่อม ไม่แย่งซีนความเด่นของปลาแม้แต่น้อย

ช่วงราคา

ช่วงราคาต่อหัวโดยเฉลี่ยจะเริ่มต้นที่ประมาณ 4,000 บาทสำหรับมื้อกลางวัน และอาจไปถึง 8,000 บาทขึ้นไปสำหรับคอร์สมื้อค่ำที่จัดเต็มด้วยวัตถุดิบตามฤดูกาลที่หาได้ยาก

เหมาะสำหรับคนมองหาร้านแบบไหน

ที่นี่เหมาะสำหรับคนที่มองหาร้านซูชิระดับพรีเมียมที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวและเบื่อรสชาติแบบเดิมๆ ถ้าชอบความละเอียดอ่อนของการปรุงรสแบบที่เน้นความสดของปลาและอยากสัมผัสวัฒนธรรมการทานซูชิจากโซนคิวชูโดยไม่ต้องบินไปถึงญี่ปุ่น ร้านนี้คือสถานที่ที่จะเปิดมุมมองใหม่ๆ ในการทานโอมากาเสะได้อย่างแน่นอน

Nikaku Bangkok

เวลาทำการ

ทุกวัน 12:00–14:00 น. และ 18:30–21:00 น.

ที่อยู่

G Floor, W Bangkok, 106 ถ. สาทรเหนือ แขวงสีลม เขตบางรัก กรุงเทพมหานคร 10500

4. Sushi Masato

บรรยากาศร้าน

Sushi Masato เป็นร้านซูชิที่รวมความสงบนิ่งแบบญี่ปุ่นเข้ากับกลิ่นอายความทันสมัยจากนิวยอร์กได้อย่างลงตัว ภายในร้านตกแต่งด้วยสไตล์เรียบง่ายที่เน้นความโปร่งโล่งแต่ยังให้ความรู้สึกที่เป็นส่วนตัวอย่างยิ่ง แสงไฟถูกจัดวางมาอย่างพอเหมาะเพื่อขับเน้นให้เห็นการเคลื่่อนไหวของเชฟที่อยู่หลังเคาน์เตอร์ไม้สีอ่อน ความพิเศษที่ทำให้คนรักซูชิสายลึกต้องมาที่นี่คือความพิถีพิถันในระดับที่เรียกว่าไร้ที่ติ ตั้งแต่การคัดเลือกเมล็ดข้าวไปจนถึงเทคนิคการเตรียมปลาที่เชฟมาซาโตะนำประสบการณ์ระดับโลกมาใส่ไว้ในทุกคำ

เมนูอร่อยที่ห้ามพลาด

ที่นี่นำเสนอซูชิสไตล์เอโดะมาเอะที่มีความเข้มข้นและชัดเจนในรสชาติ เมนูซิกเนเจอร์ที่ใครได้ลองก็ต้องประทับใจคือปลาที่ผ่านการบ่มจนได้รสกลมกล่อม รวมถึงการใช้ขิงและวาซาบิที่คัดเกรดมาอย่างดีเพื่อช่วยชูรสสัมผัสของเนื้อปลาแต่ละชนิดให้เด่นชัดขึ้น ความพิเศษอีกอย่างคือคอร์สอาหารที่มีการไล่ระดับรสชาติได้อย่างมีจังหวะ ทำให้คนทานรู้สึกตื่นเต้นไปกับทุกคำที่เชฟปั้นให้แบบสดๆ

ช่วงราคา

ช่วงราคาต่อหัวโดยเฉลี่ยจะอยู่ที่ประมาณ 4,000-8,000 บาทขึ้นไป ขึ้นอยู่กับความพรีเมียมของวัตถุดิบในแต่ละฤดูกาลและคอร์สที่เลือกสั่ง

เหมาะสำหรับคนมองหาร้านแบบไหน

ร้านนี้เหมาะสำหรับคนที่กำลังมองหาร้านซูชิระดับพรีเมียมที่ให้ความสำคัญกับรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ และต้องการสัมผัสฝีมือจากเชฟระดับมือโปรที่มีลายเส้นการปั้นเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ถ้าคุณเป็นคนที่หลงเสน่ห์ในรสชาติที่ลึกซึ้งและอยากเสพงานศิลปะผ่านการทานซูชิในบรรยากาศที่ดูดีและมีระดับ ร้าน Sushi Masato คือที่ที่ไม่ควรพลาด

Sushi Masato

เวลาทำการ

อ.-อา. 12:00–14:00 น. และ 17:00–22:00 น., ปิดทุกวันจันทร์

ที่อยู่

3 22 ซอย สวัสดี แขวงคลองเตยเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพมหานคร 10110

5. Hasegawa Omakase

บรรยากาศร้าน

Hasegawa Omakase นำเสนอความแปลกใหม่ที่ฉีกกฎเกณฑ์เดิมๆ ด้วยการผสมผสานศิลปะการทำอาหารญี่ปุ่นเข้ากับนวัตกรรมสมัยใหม่ได้อย่างน่าทึ่ง ภายในร้านตกแต่งด้วยสไตล์โมเดิร์นที่ดูโฉบเฉี่ยวแต่ยังคงความหรูหราที่มินิมอลเอาไว้ได้อย่างดี การจัดแสงในร้านช่วยสร้างบรรยากาศที่ดูน่าค้นหาและเป็นส่วนตัวสุดๆ นอกจากนี้ การที่เชฟไม่ได้หยุดอยู่แค่ความดั้งเดิม แต่มีการใช้เทคนิคใหม่ๆ และการนำเสนอที่ตื่นตาตื่นใจ ทำให้ทุกคำที่เสิร์ฟออกมาดูเหมือนงานศิลปะที่ทานได้ก็เป็นอีกหนึ่งเสน่ห์ที่ทำให้หลายคนติดใจ

เมนูอร่อยที่ห้ามพลาด

ที่นี่มักจะนำวัตถุดิบระดับพรีเมียมมาสร้างสรรค์เป็นเมนูใหม่ๆ เช่น การใช้ทรัฟเฟิลออยล์หรือซอสสูตรพิเศษที่ผ่านการคิดค้นมาอย่างดีเพื่อยกระดับรสสัมผัสของเนื้อปลาดิบ นอกจากนี้ความพิเศษยังอยู่ที่คอร์สอาหารที่มีการสลับสับเปลี่ยนเมนูประยุกต์และซูชิสุดคลาสสิกได้อย่างมีจังหวะ ทำให้คนทานไม่รู้สึกเบื่อเลยแม้แต่นิดเดียว ทุกคำมีความซับซ้อนของรสชาติที่ผ่านการคิดมาแล้ว สร้างความประทับใจตั้งแต่คำแรกที่ทาน

ช่วงราคา

ช่วงราคาต่อหัวโดยเฉลี่ยจะเริ่มต้นที่ประมาณ 3,500 บาท ไปจนถึง 7,000 บาทขึ้นไป ถือว่าเป็นราคาที่เข้าถึงได้และคุ้มค่ามากสำหรับคุณภาพอาหารและการนำเสนอที่โดดเด่นไม่ซ้ำใคร

เหมาะสำหรับคนมองหาร้านแบบไหน

ร้านนี้เหมาะสำหรับคนที่มองหาร้านซูชิระดับพรีเมียมที่ต้องการความว้าวและอยากลองสัมผัสโอมากาเสะในมุมมองที่ทันสมัยกว่าเดิม ถ้าเกิดว่าเบื่อความจำเจของซูชิแบบเดิมๆ และอยากเห็นการผสมผสานระหว่างเทคนิคขั้นสูงกับความคิดสร้างสรรค์ที่ลงตัว ต้องมาช็คอินที่ร้านนี้เลย

Hasegawa Omakase

เวลาทำการ

ทุกวัน 12:00–15:00 น. และ 17:00–23:00 น.

ที่อยู่

494 ถนน เพลินจิต แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร 10330

6. MASA - Otaru Masazushi

บรรยากาศร้าน

MASA – Otaru Masazushi นำเอากลิ่นอายความสดชื่นจากท้องทะเลฮอกไกโดมาวางไว้ใจกลางกรุงเทพฯ ได้อย่างน่าประทับใจ บรรยากาศภายในร้านถูกออกแบบมาให้ดูโปร่งและสว่างไสว สะท้อนถึงความเรียบง่ายแต่เปี่ยมด้วยความหรูหราตามแบบฉบับเมืองท่าโอตารุ พื้นที่ในร้านให้ความรู้สึกกว้างขวางและสงบเงียบ ทำให้เราสามารถดื่มด่ำกับวิถีซูชิสายฮอกไกโดได้อย่างเต็มอิ่ม ความพิเศษที่ทำให้คนรักซูชิตัวจริงต้องมาคือการได้สัมผัสกับวัตถุดิบเฉพาะตัวที่ส่งตรงมาจากทางตอนเหนือของญี่ปุ่น ให้รสชาติและสัมผัสที่แตกต่างจากปลาในแถบโตเกียวอย่างชัดเจน

เมนูอร่อยที่ห้ามพลาด

เมนูซิกเนเจอร์ที่เรียกได้ว่าเป็นพระเอกของร้านเลยก็คือ Ika Somen หรือหมึกเส้นที่หั่นมาอย่างประณีตเสิร์ฟคู่กับซอสสูตรพิเศษและอูนิ ซึ่งเป็นเมนูขึ้นชื่อของเมืองโอตารุที่หาทานรสชาติแบบต้นตำรับได้ยากในไทย นอกจากนี้ยังมีปลาเนื้อขาวและอาหารทะเลฤดูกาลจากฮอกไกโดที่เชฟจะใช้เทคนิคการปั้นที่โชว์รสหวานธรรมชาติของวัตถุดิบออกมาได้อย่างเด่นชัด ความพิเศษอีกอย่างคือการเลือกใช้ข้าวซูชิที่มีรสสัมผัสพอเหมาะ ไม่เปรี้ยวโดด แต่ช่วยเสริมความมันและความหวานของปลาได้เป็นอย่างดี

ช่วงราคา

ราคาต่อหัวโดยเฉลี่ยจะอยู่ที่ประมาณ 4,000-8,000 บาทขึ้นไป ขึ้นอยู่กับความพรีเมียมของคอร์สที่เลือก ถือว่าสมเหตุสมผลมากเมื่อเทียบกับความหายากของวัตถุดิบที่ต้องขนส่งมาไกลจากภาคเหนือของญี่ปุ่น

เหมาะสำหรับคนมองหาร้านแบบไหน

ที่นี่เหมาะมากสำหรับคนที่มองหาร้านซูชิระดับพรีเมียมที่อยากเปลี่ยนบรรยากาศจากสไตล์เอโดะมาเอะแบบดั้งเดิม มาเป็นรสชาติที่เน้นความสดใหม่และนุ่มนวลตามสไตล์ฮอกไกโด ถ้าคุณหลงรักในรสสัมผัสของอาหารทะเลแถบโอตารุและอยากสัมผัสการบริการที่ละมุนละไมแบบญี่ปุ่นแท้ๆ ร้านนี้ตอบโจทย์ความต้องการได้อย่างไร้ที่ติ

MASA - Otaru Masazushi

เวลาทำการ

ทุกวัน 11:30–15:00 น. และ 17:30–22:00 น.

ที่อยู่

ICONSIAM ฝั่ง SIAM TAKASHIMAYA ชั้น4 โซน Rosedining 299 ซอย เจริญนคร 5 แขวงคลองต้นไทร คลองสาน กรุงเทพมหานคร 10600

7. Sushi Saryu

บรรยากาศร้าน

Sushi Saryu เป็นร้านที่ให้ความรู้สึกเหมือนเราได้เข้ามาอยู่ในสตูดิโอศิลปะส่วนตัวของเชฟ เพราะที่นี่มีที่นั่งน้อยมากและมีความเป็นส่วนตัวสูงแบบขั้นสุด บรรยากาศภายในถูกออกแบบมาให้ดูนิ่ง สงบ และเรียบหรู โดยเน้นแสงเงาที่ช่วยสร้างความจดจ่อให้กับอาหารตรงหน้า ความพิเศษที่ทำให้คนรักซูชิต้องพยายามจองคิวเข้ามาคือความละเมียดละไม เชฟมักจะเลือกใช้วัตถุดิบแปลกใหม่หรือส่วนประกอบที่ผ่านการปรุงด้วยเทคนิคที่ซับซ้อนมาเสิร์ฟ ให้ความรู้สึกเหมือนเรากำลังได้ดูโชว์ที่เปลี่ยนวัตถุดิบธรรมดาให้กลายเป็นสิ่งที่พิเศษกว่าเดิม

เมนูอร่อยที่ห้ามพลาด

เมนูที่พลาดไม่ได้เลยคือเมนูที่เชฟมักจะเลือกนำเสนอส่วนผสมที่มีความซับซ้อนของรสชาติ เช่น การใช้ปลาที่บ่มได้เวลาพอเหมาะ หรือการใช้ท็อปปิ้งที่มีเลเยอร์ของกลิ่นหอมเฉพาะตัว นอกจากนี้เมนูจำพวกไข่ตุ๋นหรือเมนูเรียกน้ำย่อยของที่นี่มักจะมีความซับซ้อนมากกว่าร้านอื่น มีการผสมผสานเทคนิคการปรุงรสที่ทำให้รู้สึกว่ารสชาติมีมิติและมีความลุ่มลึก ทุกคำที่เสิร์ฟออกมาสะท้อนถึงตัวตนของเชฟได้ชัดเจนมาก

ช่วงราคา

ช่วงราคาต่อหัวโดยเฉลี่ยจะอยู่ที่ประมาณ 8,000 บาทขึ้นไป ถือว่าเป็นราคาระดับท็อปเทียร์ที่แลกมาด้วยความประณีตและการคัดสรรวัตถุดิบชั้นเลิศที่หาทานไม่ได้ง่ายๆ จากที่อื่น

เหมาะสำหรับคนมองหาร้านแบบไหน

ร้านนี้เหมาะสำหรับคนที่มองหาร้านซูชิระดับพรีเมียมที่ให้ความสำคัญกับความเป็นส่วนตัวและความคิดสร้างสรรค์ของเชฟ ถ้าคุณเป็นสายสะสมประสบการณ์การทานโอมากาเสะที่เน้นความแรร์ ทั้งเรื่องคิวและรสชาติที่แตกต่าง ที่นี่คือที่ที่ต้องหาโอกาสมาลิ้มลองให้ได้สักครั้ง

Sushi Saryu

เวลาทำการ

อ.-อา. 18:00–22:00 น., ปิดทุกวันจันทร์

ที่อยู่

อาคาร โครนอส สาทร ชั้น G 46 ถ. สาทรเหนือ เขตบางรัก กรุงเทพมหานคร 10500

8. Sushi Ichizu

บรรยากาศร้าน

Sushi Ichizu เป็นร้านที่ทำให้เรารู้สึกเหมือนได้ไปนั่งทานในบ้านขุนนางเก่าแก่ที่ญี่ปุ่น ด้วยการตกแต่งที่เน้นงานไม้ประณีตและทางเดินหินที่ให้ความรู้สึกขรึม ขลัง และสงบตั้งแต่วินาทีแรกที่ก้าวเข้ามา บรรยากาศภายในดูหรูหราแบบคลาสสิกแต่มีความอบอุ่นและเป็นส่วนตัวสูงมาก ความพิเศษที่ทำให้คนรักซูชิตัวจริงยอมรับให้ที่นี่เป็นหนึ่งในที่สุดคือความพยายามในการรักษามาตรฐาน โดยทุกรายละเอียดตั้งแต่การเลือกข้าวไปจนถึงอุณหภูมิของน้ำที่ใช้เตรียมอาหารนั้นถูกควบคุมอย่างเข้มงวด ทำให้การมาทานที่นี่อิ่มทั้งท้องและตามราจะได้ชมวิธีการปรุงอาหารขั้นสูงที่หาทานได้ยาก

เมนูอร่อยที่ห้ามพลาด

เมนูซิกเนเจอร์ที่ใครได้ลองก็ต้องยกนิ้วให้คือปลาฮิคาริโมโนะ (Hikari mono) ที่เชฟใช้เทคนิคการดองและบ่มได้อย่างเฉียบขาด รสชาติจะมีความลุ่มลึกออกเปรี้ยวเค็ม นอกจากนี้ยังมีไฮไลท์อย่างการเสิร์ฟชิ้นปลาโอโทโร่ที่ผ่านการบ่มมาอย่างได้ที่ จนเนื้อปลามีความนุ่มและได้รสเข้มข้นขึ้น กลมกล่อมกว่าปกติหลายเท่า ยังมีเมนูประยุกต์ที่เชฟแทรกความทันสมัยเข้าไปโดยไม่ทำลายเสน่ห์ของซูชิแบบดั้งเดิม ก็เป็นสิ่งที่ทำให้ร้านนี้มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว

ช่วงราคา

ช่วงราคาต่อหัวโดยเฉลี่ยจะอยู่ที่ประมาณ 6,000-12,000 บาทขึ้นไป เป็นราคาที่สะท้อนถึงคุณภาพวัตถุดิบระดับประมูลและความเป็นเลิศของฝีมือเชฟได้อย่างชัดเจน

เหมาะสำหรับคนมองหาร้านแบบไหน

ที่นี่เหมาะกับคนที่มองหาร้านซูชิระดับพรีเมียมที่เน้นความเป๊ะในทุกมิติ ถ้าเป็นคนที่หลงใหลในความสมบูรณ์แบบและอยากสัมผัสรสชาติที่ทรงพลังจากการเตรียมวัตถุดิบด้วยเทคนิคดั้งเดิมขั้นสูง ร้านนี้คือร้านโอมากาเสะในไทยที่ต้องมาให้ได้สักครั้ง

Sushi Ichizu

เวลาทำการ

ทุกวัน 12:00–22:00 น.

ที่อยู่

1982 New, แขวงบางกะปิ เขตห้วยขวาง กรุงเทพมหานคร 10310

9. Ginza Sushi-ichi

บรรยากาศร้าน

Ginza Sushi-ichi คือการยกเอามาตรฐานร้านระดับมิชลินสตาร์มาเสิร์ฟให้คนไทยได้สัมผัสแบบไม่ต้องบินไปไกล บรรยากาศภายในร้านให้ความรู้สึกที่เนี้ยบมากๆ ตามสไตล์ญี่ปุ่นดั้งเดิม ตกแต่งด้วยไม้โทนสีธรรมชาติที่ดูเรียบหรูและให้ความรู้สึกที่มั่นคง พื้นที่เคาน์เตอร์ถูกออกแบบมาเพื่อให้แขกทุกคนได้เห็นการทำงานที่รวดเร็วและแม่นยำของเชฟอย่างใกล้ชิด ความพิเศษที่ทำให้คนรักซูชิต้องมาคือความสดใหม่ของวัตถุดิบที่ส่งตรงมาจากตลาดปลาโทโยสุแบบวันต่อวัน โดยเฉพาะปลาที่ได้จากการประมูลเกรด ซึ่งเป็นมาตรฐานเดียวกับที่ใช้ในร้านที่ญี่ปุ่น

เมนูอร่อยที่ห้ามพลาด

เมนูซิกเนเจอร์ที่สร้างชื่อให้กับร้านนี้คืออูนิหรือไข่หอยเม่นที่คัดสรรมาเฉพาะระดับพรีเมียม รสชาติจะมีความหวานครีมมี่และไร้กลิ่นคาวโดยสิ้นเชิง นอกจากนี้ยังมีเมนูที่ใช้ปลาตามฤดูกาลที่เชฟจะเตรียมออกมาอย่างพิถีพิถัน โดยใช้ข้าวที่หุงและปรุงรสมาได้อย่างสมดุล ไม่เปรี้ยวหรือหวานจนเกินไป ช่วยเสริมรสชาติธรรมชาติของปลาแต่ละคำให้โดดเด่นขึ้นมา ความพิเศษอีกอย่างคือจังหวะในการเสิร์ฟ ทำให้ได้รับรสสัมผัสที่สมบูรณ์แบบที่สุดในทุกคำที่วางตรงหน้า

ช่วงราคา

ช่วงราคาต่อหัวโดยเฉลี่ยจะเริ่มต้นที่ประมาณ 4,000 บาทสำหรับคอร์สมื้อกลางวัน และขยับขึ้นไปถึงประมาณ 7,000-10,000 บาทขึ้นไปสำหรับคอร์สมื้อค่ำที่จัดเต็มด้วยวัตถุดิบหายาก

เหมาะสำหรับคนมองหาร้านแบบไหน

ร้านนี้เหมาะสำหรับคนที่มองหาร้านซูชิระดับพรีเมียมที่เน้นความน่าเชื่อถือและมาตรฐานระดับโลก ถ้าต้องการความมั่นใจว่าจะได้ทานวัตถุดิบที่ดีที่สุดในฤดูกาลนั้นๆ และชื่นชอบการบริการที่เปี่ยมไปด้วยจิตวิญญาณแบบญี่ปุ่นแท้ๆ ที่ใส่ใจในทุกรายละเอียด ร้านนี้คือตัวเลือกอันดับต้นๆ ที่จะทำให้ประทับใจได้อย่างแน่นอน

Ginza Sushi-ichi

เวลาทำการ

อ.-อา. 11:30–14:30 น. และ 17:30–22:00 น., ปิดทุกวันจันทร์

ที่อยู่

3rd Floor,999 Gaysorn Centre Room 3F-08 แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร 10330

10. Ginza Tenharu

บรรยากาศร้าน

Ginza Tenharu นำเสนอความแปลกใหม่ที่แตกต่างจากร้านซูชิทั่วไป เพราะที่นี่คือสวรรค์ของคนที่รักเทมปุระระดับไฮเอนด์ที่เสิร์ฟในรูปแบบโอมากาเสะ ภายในร้านให้บรรยากาศที่เรียบหรูและเงียบสงบตามสไตล์กินซ่าขนานแท้ ตกแต่งด้วยเคาน์เตอร์ไม้ที่ดูสะอาดตาและการจัดการแสงที่ทำให้รู้สึกผ่อนคลาย ความพิเศษที่ทำให้คนรักอาหารญี่ปุ่นต้องมาคือการได้เห็นเชฟปรุงอาหารแบบคำต่อคำด้วยความประณีต ทั้งเสียงน้ำมันที่ทอดจนกรอบได้ที่และกลิ่นหอมอ่อนๆ ของวัตถุดิบคุณภาพสูง เป็นประสบการณ์การทานที่กระตุ้นประสาทสัมผัสได้ดีกว่าร้านอาหารทั่วไป

เมนูอร่อยที่ห้ามพลาด

เมนูซิกเนเจอร์คือเมนูเทมปุระที่ใช้แป้งสูตรบางเบาเป็นพิเศษจนแทบไม่รู้สึกถึงความเลี่ยน โดยเฉพาะกุ้งลายเสือญี่ปุ่นที่ทอดออกมาได้กรอบนอกนุ่มในและยังคงความหวานของเนื้อกุ้งไว้ได้อย่างครบถ้วน อีกหนึ่งเมนูที่ห้ามพลาดคือการนำวัตถุดิบพรีเมียมอย่างอูนิหรือไข่หอยเม่นมาห่อด้วยใบโอบะแล้วทอดพอให้ด้านนอกกรอบแต่ข้างในยังคงความสดและละมุน ความพิเศษของที่นี่คือการเลือกใช้น้ำมันคุณภาพดีที่เปลี่ยนใหม่ตลอด ทำให้เทมปุระทุกคำมีสีเหลืองทองสวยงามและมีกลิ่นหอมเฉพาะตัว

ช่วงราคา

ช่วงราคาต่อหัวโดยเฉลี่ยจะเริ่มต้นที่ประมาณ 3,000 บาทสำหรับมื้อกลางวัน และอาจไปถึง 6,500 บาทขึ้นไปสำหรับคอร์สมื้อค่ำที่รวมวัตถุดิบหายากและเมนูพิเศษต่างๆ เอาไว้

เหมาะสำหรับคนมองหาร้านแบบไหน

ร้านนี้เหมาะสำหรับคนที่มองหาร้านอาหารระดับพรีเมียมที่อยากเปลี่ยนบรรยากาศจากซูชิแบบเดิมๆ มาลองสัมผัสศิลปะการทอดเทมปุระขั้นสูง ถ้าชื่นชอบความกรอบเบาและรสชาติที่เป็นธรรมชาติของวัตถุดิบชั้นเลิศที่ผ่านการปรุงด้วยเทคนิคเฉพาะตัว ที่นี่จะทำให้มุมมองที่มีต่อเทมปุระเปลี่ยนไปตลอดกาล

Ginza Tenharu

เวลาทำการ

อ.-อา. 11:30–14:30 น. และ 17:30–22:00 น.

ที่อยู่

3F-23 999 Gaysorn Centre ถนน เพลินจิต แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร 10330