Yakitori: ยากิโทริ คืออะไร
1. ยากิโทริ (Yakitori) คืออะไร
ยากิโทริ คือเมนูไก่เสียบไม้ที่ผ่านกรรมวิธีการปรุงแบบดั้งเดิมของญี่ปุ่น คำว่า ยากิ (Yaki) สื่อถึงการย่างหรือปิ้ง และโทริ (Tori) หมายถึงนกหรือไก่ เมื่อนำมารวมกันจึงกลายเป็นเมนูยอดนิยมที่พบเห็นได้ตั้งแต่ร้านแผงลอยข้างถนนไปจนถึงภัตตาคารระดับมิชลินสตาร์ เสน่ห์ที่ทำให้เมนูนี้แตกต่างจากไก่ย่างทั่วไปคือการใส่ใจในรายละเอียดทุกขั้นตอน ตั้งแต่การเลือกส่วนต่างของไก่ การเตรียมไม้ที่ใช้เสียบ ไปจนถึงการควบคุมกำลังไฟเพื่อให้ได้ความสุกที่พอเหมาะและรสชาติที่ดีที่สุด
1.1 นิยามและหัวใจของยากิโทริ
แก่นแท้ของยากิโทริไม่ได้อยู่ที่เนื้อไก่เพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ความสัมพันธ์ระหว่างไฟและวัตถุดิบ เคล็ดลับสำคัญที่เหล่าเชฟฝีมือดีให้ความสำคัญคือการใช้ถ่านไม้คุณภาพสูง โดยเฉพาะถ่านบินโจตัน (Binchotan) ถ่านไม้โอ๊คที่มีคุณสมบัติให้ความร้อนสูงและสม่ำเสมอ แข็งแรงจนเกือบจะเหมือนเหล็ก และไม่มีควันรบกวนกลิ่นอาหาร
การใช้ความร้อนจากถ่านชนิดนี้จะช่วยล็อคความชุ่มฉ่ำไว้ภายในเนื้อไก่ ในขณะที่ผิวด้านนอกจะถูกเผาจนกรอบและมีกลิ่นหอมเฉพาะตัว นอกเหนือจากเรื่องไฟแล้ว การปรุงรสยังมีสองรูปแบบหลักคือ ชิโอะ (Shio) หรือการโรยเกลือเพื่อดึงรสของไก่ให้ออกมามากที่สุด และทาเระ (Tare) ซึ่งเป็นซอสสูตรพิเศษที่มีความหวานเค็มลงตัว โดยแต่ละร้านมักจะมีสูตรลับที่เคี่ยวต่อกันมาหลายรุ่นเพื่อสร้างเอกลักษณ์เฉพาะตัว
2. 7 ส่วนยอดนิยมของไก่ในเมนูยากิโทริ (Yakitori)
2.1 เนกิมะ (Negima)
เนกิมะ เมนูที่เป็นเหมือนภาพจำของยากิโทริที่ทุกคนต้องเคยเห็น เพราะเป็นเมนูยอดฮิตอันดับ 1 ในร้านยากิโทริ เมนูนี้เป็นการนำเนื้อสะโพกมาเสียบสลับกับต้นหอมญี่ปุ่น (Negi) หั่นท่อน ความเด็ดอยู่ที่การย่างจนน้ำมันจากเนื้อไก่ซึมเข้าไปในต้นหอม ทำให้ต้นหอมมีความหวานฉ่ำและลดความเผ็ดฉุนลง เมื่อกินพร้อมกันจะได้ทั้งความนุ่มของเนื้อและความหอมหวานของผัก เป็นการจับคู่รสชาติที่สมดุลที่สุด
2.2 โมโมะ (Momo)
สำหรับใครที่ไม่เน้นผักและอยากสัมผัสถึงรสเนื้อไก่แบบเต็มคำ ส่วนโมโมะ หรือเนื้อส่วนสะโพก ที่มีไขมันแทรกอยู่พอประมาณ ทำให้เนื้อมีความเหนียวนุ่มและไม่แห้งกระด้างแม้จะโดนไฟแรง เนื้อส่วนนี้มักจะถูกหั่นเป็นชิ้นพอดีคำเพื่อให้สุกทั่วถึงพร้อมกันทั้งไม้ นิยมปรุงด้วยเกลือเพื่อเน้นความสดใหม่ของวัตถุดิบ หรือชุบซอสทาเระเพื่อให้รสชาติเข้มข้นขึ้น
2.3 สึกุเนะ (Tsukune)
สึกุเนะเปรียบเสมือนลายเซ็นของเชฟแต่ละคน เพราะคือเมนูเนื้อไก่บดผสมกับเครื่องปรุงต่างๆ เช่น ขิง หอมใหญ่ หรือกระดูกอ่อนสับละเอียดเพื่อให้มีเนื้อสัมผัสตอนเคี้ยว บางร้านอาจปั้นเป็นก้อนกลมคล้ายลูกชิ้น หรือปั้นเป็นแท่งยาวตามความถนัด สิ่งที่ห้ามพลาดคือการสั่งกินคู่กับไข่แดงดิบ (Tsukune Tsukimi) โดยนำไก่บดที่ย่างซอสจนหอมกรุ่นมาจุ่มลงในไข่แดงสดเพื่อเพิ่มความมันนัวและนุ่มละมุนลิ้น
2.4 คาวะ (Kawa)
คนที่ชื่นชอบความมันฉ่ำต้องสั่งเมนูคาวะ ที่ทำมาจากหนังไก่นำมาเสียบไม้ในลักษณะพับซ้อนกัน ความสนุกของการสั่งเมนูนี้คือความแตกต่างของสไตล์การย่าง บางร้านจะย่างจนน้ำมันรีดออกจนเกือบหมดให้ความรู้สึกกรอบเหมือนขนม ในขณะที่บางร้านจะเน้นการย่างให้ผิวข้างนอกตึงแต่ข้างในยังมีความนุ่มหนึบ รสชาติจะมีความมันและกลิ่นไหม้ของถ่านที่ชัดเจนกว่าส่วนอื่นๆ
2.5 เทบาซากิ (Tebasaki)
เทบาซากิคือส่วนปีกไก่ที่มักจะถูกกางออกและเสียบไม้ไม้ละสองชิ้นเพื่อให้ย่างได้ง่ายและสุกถึงกระดูก ส่วนนี้เป็นส่วนที่มีรสชาติเข้มข้นเพราะมีทั้งเนื้อและหนังหุ้มอยู่ การย่างปีกไก่ให้อร่อยต้องใช้ไฟแรงเพื่อให้หนังด้านนอกกรอบเกรียมเป็นสีน้ำตาลทอง ในขณะที่เนื้อด้านในยังต้องคงความชุ่มฉ่ำเอาไว้ เป็นอีกหนึ่งเมนูยากิโทริที่ต้องใช้มือช่วยแกะถึงจะได้อรรถรสในการกินมากที่สุด
2.6 เรบะ (Reba)
ตับไก่ในเมนูยากิโทริถูกยกระดับให้กลายเป็นอาหารจานหรูได้ด้วยเทคนิคการย่าง ตับไก่ที่ดีต้องมีความนุ่มเนียนคล้ายกับมูส ไม่แห้งหรือแข็งจนเกินไป ความลับอยู่ที่การล้างทำความสะอาดอย่างดีเพื่อไม่ให้มีกลิ่นคาวและระยะเวลาที่ย่างบนเตาต้องเป๊ะมาก หากย่างแบบมีเดียมแรร์จะทำให้ได้ความหวานที่เป็นเอกลักษณ์ ส่วนใหญ่นิยมปรุงรสด้วยซอสทาเระช่วยเสริมความเข้มข้นของตับให้เด่นชัดยิ่งขึ้น
2.7 นันคตสึ (Nankotsu)
เมนูนี้ไม่ได้เน้นปริมาณเนื้อแต่เน้นประสบการณ์การเคี้ยว นันคตสึมักใช้ส่วนกระดูกอ่อนจากหน้าอกหรือข้อต่อสะโพก เมื่อผ่านการย่างจนร้อนจัด กระดูกอ่อนจะมีความกรุบกรอบและมีรสเค็มปะแล่มจากการปรุงด้วยเกลือ เป็นส่วนที่นิยมสั่งมาแกล้มเครื่องดื่มเพราะเคี้ยวได้เพลิน และเป็นเมนูที่สะท้อนถึงวิถีการกินแบบไม่เหลือทิ้งของคนญี่ปุ่นได้เป็นอย่างดี
3. 2 สไตล์การปรุงรสยากิโทริ (Yakitori)
คำถามแรกที่เชฟมักจะถามเราทันทีที่สั่งอาหารคือ จะรับแบบเกลือหรือแบบซอส การเลือกรูปแบบการปรุงรสเปรียบเสมือนการเลือกมู้ดให้กับมื้ออาหารนั้นๆ เพราะรสชาติที่เรียบง่ายเพียงสองทางเลือกนี้สามารถเปลี่ยนประสบการณ์การรับประทานไก่ย่างไม้เดิมให้กลายเป็นคนละเรื่องได้อย่างน่าอัศจรรย์ การทำความเข้าใจความต่างของทั้งสองสไตล์จะช่วยให้เราสั่งเมนูต่างๆ ได้อย่างมือโปรและเข้าถึงแก่นแท้ของแต่ละส่วนวัตถุดิบได้มากขึ้น
3.1 ชิโอะ (Shio) การโรยเกลือเพื่อโชว์รสชาติแท้ๆ ของวัตถุดิบ
การปรุงรสด้วยเกลือหรือชิโอะ (Shio) อาจดูเหมือนพื้นฐานทั่วไป แต่สำหรับยากิโทริแล้ว นี่คือบทพิสูจน์ความสดใหม่ของวัตถุดิบและความแม่นยำของเชฟ การโรยเกลือคุณภาพดีลงบนเนื้อไก่ขณะอยู่บนเตาถ่านจะช่วยดึงความหวานตามธรรมชาติของเนื้อไก่ออกมา และทำให้ไขมันที่ถูกความร้อนรีดออกมามีรสชาติที่กลมกล่อมขึ้น
โดยส่วนใหญ่แล้ว ชิโอะจะเหมาะมากกับส่วนที่มีรสสัมผัสเฉพาะตัวหรือมีความมันสูง เช่น คาวะ (Kawa) หรือหนังไก่ ที่ย่างจนกรอบแล้วตัดรสด้วยเกลือ หรือนันคตสึ (Nankotsu) กระดูกอ่อน ที่เน้นความกรุบกรอบและรสชาติคลีนๆ การกินแบบเกลือยังช่วยให้ได้รับกลิ่นหอมของถ่านไม้ที่รมลงบนเนื้อไก่ได้อย่างเต็มที่โดยไม่มีรสอื่นมาบดบัง ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือการสั่งสะโพกไก่แบบโรยเกลือจะทำให้เราได้กลิ่นหอมของเนื้อย่างที่ชัดเจน
3.2 ทาเระ (Tare)
ทาเระคือซอสสีน้ำตาลเข้มที่เป็นหัวใจสำคัญและเป็นตัวบ่งบอกเอกลักษณ์ของแต่ละร้าน ส่วนประกอบหลักหนีไม่พ้นโชยุ มิริน สาเก และน้ำตาล นำมาเคี่ยวรวมกันจนมีความหนืดและรสชาติที่เข้มข้นลุ่มลึก หลายร้านภาคภูมิใจกับหม้อซอสของตนเองมาก เพราะเป็นการใช้เทคนิคการเติมซอสใหม่ลงไปผสมกับซอสเก่าที่ผ่านการจุ่มไก่มาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน ทำให้น้ำมันและน้ำหวานจากเนื้อไก่ย่างหลายพันไม้ผสมผสานอยู่ในนั้นจนเกิดเป็นรสชาติที่หาที่ไหนเลียนแบบไม่ได้
การปรุงแบบทาเระจะช่วยเพิ่มมิติของรสชาติด้วยความหวานนำและเค็มตาม เมื่อซอสสัมผัสกับไฟถ่านจะเกิดการไหม้นิดๆ จนมีกลิ่นคาราเมลอันเป็นเอกลักษณ์ ส่วนของยากิโทริที่เข้ากับทาเระได้อย่างดีเยี่ยมคือ สึกุเนะ (Tsukune) เพราะเนื้อที่ขรุขระจะช่วยกักเก็บซอสไว้ได้มาก หรือเรบะ (Reba) ตับไก่ที่รสเข้มข้นของซอสจะไปช่วยกลบความคาวและส่งเสริมความมันนัวของตับให้เด่นชัดขึ้น
4. 3 องค์ประกอบลับที่ทำให้ยากิโทริอร่อยกว่าปกติ
เคยสงสัยไหมว่าทำไมยากิโทริที่ย่างกินเองที่บ้านหรือตามร้านทั่วไป ถึงมีรสชาติสู้ร้านระดับฝีมือไม่ได้ ทั้งที่ดูเหมือนจะเป็นแค่ไก่เสียบไม้ธรรมดา ความจริงแล้วเบื้องหลังความอร่อยที่น่าดึงดูดนั้นไม่ได้มาจากฝีมือการพลิกไม้เพียงอย่างเดียว แต่ยังมีองค์ประกอบสำคัญสามประการที่ทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ เพื่อยกระดับจากอาหารเสียบไม้ให้กลายเป็นงานศิลปะที่กินได้
4.1 ถ่านบินโชตัน (Binchotan)
พระเอกขี่ม้าขาวที่อยู่เบื้องหลังกลิ่นหอมเย้ายวนใจคือถ่านบินโชตัน ซึ่งเป็นถ่านไม้โอ๊คขาวคุณภาพสูงจากญี่ปุ่น ถ่านชนิดนี้มีความหนาแน่นสูงมากจนถ้าเรานำสองกิ่งมาเคาะกันจะมีเสียงกังวานคล้ายโลหะ คุณสมบัติเด่นที่ทำให้ร้านยากิโทริชั้นนำต้องมีไว้ครอบครองคือการให้ความร้อนที่สูงและสม่ำเสมอเป็นเวลานานโดยไม่มีเปลวไฟพุ่งขึ้นมา
สิ่งที่ทำให้บินโชตันเหนือกว่าถ่านทั่วไปคือการปล่อยรังสีอินฟราเรดออกมาในขณะย่าง รังสีนี้จะพุ่งเข้าไปทำให้เนื้อไก่สุกจากข้างในอย่างรวดเร็ว พร้อมกับล็อคน้ำในเนื้อไว้ไม่ให้ระเหยออกไป ผลลัพธ์ที่ได้คือยากิโทริที่ผิวนอกมีความตึงหอม แต่ด้านในยังชุ่มฉ่ำจนน่าตกใจ นอกจากนี้ตัวถ่านเองยังแทบไม่มีกลิ่นควันมารบกวนรสชาติที่แท้จริงของวัตถุดิบอีกด้วย
4.2 เทคนิคการพัดและการคุมไฟ
หากถ่านบินโชตันคือเชื้อเพลิงชั้นยอด พัดโบราณที่เชฟถืออยู่ในมือก็คือพวงมาลัยที่ควบคุมทิศทางของรสชาติ เทคนิคการพัดไฟไม่ได้มีไว้เพื่อไล่ควันเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการควบคุมอุณหภูมิในระดับองศาต่อองศา เมื่อไขมันจากเนื้อไก่หยดลงบนถ่านร้อนจนเกิดควันหอมๆ เชฟจะใช้พัดควบคุมทิศทางให้ควันนั้นลอยกลับขึ้นมาอบอวลอยู่ที่เนื้อไก่ เพื่อเป็นการรมควันแบบสดๆ ในขณะย่าง
นอกจากนี้ การพัดยังช่วยกำจัดขี้เถ้าที่เกาะอยู่บนถ่านเพื่อให้ความร้อนแผ่ซ่านได้อย่างเต็มที่ เชฟที่มีความชำนาญจะคอยสังเกตสีของเนื้อไก่และเสียงของน้ำมันที่เดือดอยู่บนไม้ หากไฟแรงเกินไปจนเสี่ยงจะไหม้ก็จะใช้เทคนิคการพรมน้ำเกลือหรือการขยับย้ายตำแหน่งไม้เสียบอย่างรวดเร็ว ความใส่ใจในจังหวะไฟนี้เองที่ทำให้ยากิโทริแต่ละไม้มีความสุกที่พอดีแบบไร้ที่ติ
4.3 การคัดสรรไก่สายพันธุ์พรีเมียม (Jidori)
หัวใจสุดท้ายคือการเลือกใช้วัตถุดิบชั้นเลิศอย่าง จิโดริ (Jidori) ซึ่งหมายถึงไก่พื้นเมืองของญี่ปุ่นที่มีการควบคุมสายพันธุ์และวิธีการเลี้ยงอย่างเข้มงวด ไก่เหล่านี้ไม่ได้ถูกเลี้ยงในกรงแคบๆ แต่จะถูกปล่อยให้เดินเล่นอย่างอิสระและใช้เวลาเลี้ยงนานกว่าไก่ในฟาร์มอุตสาหกรรมทั่วไปหลายเท่าตัว
การที่ไก่ได้ออกกำลังกายและกินอาหารตามธรรมชาติ ทำให้เนื้อไก่จิโดริมีความเฟิร์ม ไม่เละ และมีรสชาติที่เข้มข้นกลมกล่อมสูงมาก ตัวอย่างเช่น ไก่พันธุ์ฮินไนจิโดริจากอาคิตะ หรือนาโกย่าโคจินจากไอจิ ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องเนื้อที่เหนียวนุ่มกำลังดีและมีชั้นไขมันที่หอมหวานเป็นพิเศษ เมื่อนำไก่พรีเมียมเหล่านี้มาทำยากิโทริ รสสัมผัสที่ได้จะแตกต่างจากไก่ปกติอย่างเห็นได้ชัด ทั้งความเด้งของเนื้อและความฉ่ำของน้ำซุปที่ไหลออกมาในทุกคำที่เคี้ยว
5. 5 มารยาทการทานยากิโทริให้ดูเป็นกูรู
การก้าวเท้าเข้าสู่ร้านยากิโทริที่มีกลิ่นหอมของถ่านไม้และเสียงฉ่าบนเตาเป็นประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยม แต่เพื่อให้ได้รับรสชาติที่สมบูรณ์แบบและดูกลมกลืนไปกับวัฒนธรรมท้องถิ่น การรู้ธรรมเนียมปฏิบัติเล็กๆ น้อยๆ จะช่วยให้มื้ออาหารนั้นพิเศษยิ่งขึ้น สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่กฎระเบียบที่ตึงเครียด แต่เป็นเคล็ดลับที่สืบทอดกันมาเพื่อให้ได้รับรสสัมผัสที่ดีที่สุดจากฝีมือของเชฟ
5.1 ทานขณะร้อนจัด
ศัตรูตัวร้ายของยากิโทริคือความเย็น เมื่อเชฟวางไม้ที่ย่างจนสุกพอดีลงบนจานหรือตะแกรงตรงหน้าเรา นั่นคือวินาทีที่ยากิโทริจะอร่อยที่สุด ไขมันไก่ที่กำลังเดือดปุดๆ และความกรอบของหนังจะเริ่มคลายลงทันทีที่สัมผัสอากาศเย็น การปล่อยไว้จนไก่ชืดจะทำให้เนื้อสัมผัสเปลี่ยนจากความนุ่มชุ่มฉ่ำกลายเป็นความเหนียวและกระด้าง การทานทันทีในขณะที่ยังร้อนอยู่คือการให้เกียรติวัตถุดิบและฝีมือการคุมไฟของเชฟอย่างที่สุด
5.2 การทานจากไม้โดยตรง
หลายคนอาจจะรู้สึกเกรงใจเพื่อนร่วมโต๊ะแล้วพยายามใช้ตะเกียบรูดเนื้อไก่ออกจากไม้มาวางบนจาน แต่ในโลกของยากิโทริ การกัดเนื้อจากไม้โดยตรงคือวิธีที่แนะนำที่สุด เพราะการรูดเนื้อออกมาจะทำให้น้ำหวานและไขมันที่กักขังอยู่ภายในไหลออกมาเสียเปล่าบนจาน และทำให้เนื้อเย็นเร็วขึ้นกว่าเดิม การทานจากไม้ช่วยให้ได้รับรสสัมผัสที่เชฟตั้งใจเรียงลำดับมาให้ในหนึ่งคำอย่างครบถ้วน
5.3 ลำดับการทาน เริ่มจากรสอ่อนไปสู่รสเข้มข้น
การเรียงลำดับการสั่งก็มีผลต่อการรับรสไม่แพ้เมนูคอร์สอื่นๆ หากเริ่มมื้อด้วยยากิโทริรสเข้มข้นอย่างตับย่างซอส (Reba Tare) หรือส่วนที่มีความมันจัด ต่อมรับรสอาจจะล้าจนไม่สามารถสัมผัสความละเอียดอ่อนของส่วนอื่นๆ ได้ กูรูส่วนใหญ่มักจะเริ่มต้นด้วยส่วนที่มีรสสัมผัสเบาๆ และปรุงด้วยเกลือ (Shio) เช่น ส่วนอกไก่หรือเนกิมะ (Negima) เพื่อเป็นการเปิดต่อมรับรส ก่อนจะค่อยๆ ขยับไปสู่ส่วนที่หนักและเข้มข้นขึ้นตามลำดับ
5.4 การใช้ถังใส่ไม้ที่ใช้แล้ว (Kushi-ire) อย่างถูกต้อง
เมื่อทานยากิโทริหมดไม้แล้ว สิ่งที่ไม่ควรทำคือการวางไม้เปล่าทิ้งไว้บนจานอาหารหรือวางกระจัดกระจายบนโต๊ะ ทุกร้านมักจะมีกระบอกไม้ไผ่หรือถ้วยทรงสูงใบเล็กตั้งไว้ ซึ่งเรียกว่า คุชิอิเระ (Kushi-ire) ให้นำไม้ที่ทานเสร็จแล้วเสียบลงไปในถังนั้นทันที การทำเช่นนี้ช่วยให้โต๊ะดูสะอาดตา สะดวกต่อพนักงานในการเก็บกวาด และยังเป็นการบอกเชฟเป็นนัยๆ ว่าเราพร้อมสำหรับไม้ต่อไปแล้ว
5.5 การลองชิมเครื่องเทศบนโต๊ะ
บนโต๊ะยากิโทริมักจะมีเครื่องปรุงวางไว้ให้เลือกใช้ตามความชอบ ที่พบบ่อยที่สุดคือ ชิจิมิ โทการาชิ (Shichimi Togarashi) พริกป่น 7 ชนิด ซึ่งช่วยเพิ่มความเผ็ดและกลิ่นหอมของเครื่องยาจีน และซันโช (Sansho) พริกไทยญี่ปุ่นที่ให้กลิ่นหอมสดชื่นคล้ายมะนาวและทิ้งความซ่าไว้ที่ปลายลิ้น การใช้เครื่องเทศเหล่านี้ควรใช้ในปริมาณเพียงเล็กน้อยเพื่อเสริมรส ไม่ใช่เพื่อกลบรสชาติหลัก การโรยซันโชลงบนส่วนที่มีความมันสูงจะช่วยตัดเลี่ยนได้เป็นอย่างดี หรือการโรยชิจิมิลงบนเมนูสึคุเนะจะช่วยขับรสหวานเค็มของซอสให้โดดเด่นยิ่งขึ้น
6. ยากิโทริ (Yakitori) แตกต่างจากคุชิยากิ (Kushiyaki) อย่างไร
สำหรับคนที่เพิ่งเข้าสู่วงการอาหารญี่ปุ่นเสียบไม้ อาจจะมีความสับสนอยู่บ้างเมื่อเห็นเมนูที่มีลักษณะหน้าตาคล้ายกันไปหมดบนเตาย่าง การจำแนกประเภทอาหารเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องยากหากเราเข้าใจความหมายของชื่อเรียกที่เป็นตัวกำหนดวัตถุดิบและวิธีการปรุง แม้ว่าทุกอย่างจะถูกเสียบด้วยไม้เหมือนกัน แต่ในสายตาของคนญี่ปุ่นและเหล่านักกินตัวยง ยากิโทริมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ชัดเจนและแยกออกจากเมนูเสียบไม้อื่นๆ อย่างเด็ดขาด
6.1 ยากิโทริ vs คุชิยากิ
ความแตกต่างที่ชัดเจนที่สุดอยู่ที่นิยามของคำว่า โทริ ที่แปลว่าไก่ ดังนั้นยากิโทริจึงหมายถึงการนำชิ้นส่วนต่างๆ ของไก่มาเสียบไม้แล้วย่างเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นเนื้อ เครื่องใน หรือกระดูกอ่อน ตราบใดที่เป็นไก่จะถูกจัดอยู่ในหมวดนี้ทั้งหมด ในขณะที่คุชิยากิ (Kushiyaki) เป็นคำที่มีความหมายกว้างกว่ามาก โดยคำว่าคุชิ หมายถึงไม้เสียบ และยากิ หมายถึงการย่าง คุชิยากิจึงเป็นคำรวมที่ครอบคลุมอาหารทุกชนิดที่เสียบไม้ย่าง
หากเราสั่งคุชิยากิ เราอาจจะได้ทานทั้งเนื้อวัวเสียบไม้ เนื้อหมูสามชั้นย่างเกลือ มะเขือเทศห่อเบคอน หรือแม้แต่ผักย่างต่างๆ เช่น เห็ดหอมและหน่อไม้ฝรั่ง สรุปง่ายๆ คือยากิโทริเป็นส่วนหนึ่งของคุชิยากิ แต่คุชิยากิไม่จำเป็นต้องเป็นยากิโทริเสมอไป ในร้านอาหารบางแห่งอาจจะใช้คำว่ายากิโทริเรียกเหมารวมไปถึงหมูสามชั้นย่างบ้างตามความนิยมของท้องถิ่น แต่ถ้าเป็นร้านที่เคร่งครัดในตำรับจริงๆ จะแยกประเภทไว้อย่างชัดเจนเพื่อไม่ให้ลูกค้าสับสนรสชาติ
6.2 คุชิคัตสึ (Kushikatsu) คืออะไร แตกต่างจากยากิโทริ (Yakitori) อย่างไร
อีกหนึ่งเมนูที่มักจะถูกนำมาเปรียบเทียบเพราะเป็นเมนูเสียบไม้เหมือนกันคือ คุชิคัตสึ (Kushikatsu) หรือบางภูมิภาคเรียกว่าคุชิอาเกะ (Kushiage) ความแตกต่างที่ใหญ่ที่สุดคือวิธีการปรุงที่เปลี่ยนจากการย่างบนเตาถ่านไปเป็นการชุบแป้งและเกล็ดขนมปังแล้วนำไปทอดในน้ำมันท่วมจนเหลืองทอง เมนูนี้มีต้นกำเนิดที่โด่งดังมาจากย่านชินเซไกในโอซาก้า ซึ่งเน้นความกรอบและรสชาติที่สนุกสนานจากการจุ่มซอสสีดำรสเปรี้ยวหวาน
ในขณะที่ยากิโทริเน้นการโชว์ฝีมือการคุมไฟถ่านและการดึงรสธรรมชาติของเนื้อไก่ออกมา คุชิคัตสึจะเน้นความหลากหลายของวัตถุดิบที่ถูกห่อหุ้มด้วยแป้งทอดกรอบ ไม่ว่าจะเป็นชีส กุ้ง หรือแม้แต่ไข่นกกระทา นอกจากนี้วิธีการทานซอสก็ยังต่างกัน เพราะคุชิคัตสึจะมีกฎเหล็กเรื่องการห้ามจุ่มซอสซ้ำเป็นครั้งที่สองในถาดซอสส่วนกลาง ส่วนยากิโทริจะมีการปรุงรสมาให้เสร็จสรรพจากบนเตา หรือใช้ซอสทาเระที่ผ่านการจุ่มซ้ำในกระบวนการย่างของเชฟเอง