Tonkatsu: ทงคัตสึ คืออะไร
1. ทงคัตสึ (Tonkatsu) คืออะไร
ทงคัตสึ (Tonkatsu) หนึ่งในเมนูอาหารญี่ปุ่นที่ได้รับความนิยมไปทั่วโลก โดยมีลักษณะเป็นหมูชุบแป้งขนมปังทอดจนกรอบนอกนุ่มใน คำว่าทงคัตสึ (Tonkatsu) มาจากการผสมคำสองคำเข้าด้วยกันคือ Ton ที่แปลว่าหมู และ Katsu ซึ่งย่อมาจาก Katsuretsu ที่เพี้ยนเสียงมาจากคำว่า Cutlet ในภาษาอังกฤษ แม้จะดูเป็นเมนูที่เรียบง่าย แต่รายละเอียดตั้งแต่วิธีการเตรียมเนื้อหมู การเลือกเกล็ดขนมปัง ไปจนถึงอุณหภูมิของน้ำมัน ล้วนส่งผลต่อรสชาติที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์
1.1 จุดกำเนิดของทงคัตสึ การดัดแปลงจากเมนูคัทเล็ต (Cutlet)
เรื่องราวของทงคัตสึไม่ได้เริ่มจากการเป็นอาหารญี่ปุ่นแท้ๆ มาแต่โบราณ แต่คือผลผลิตจากการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมในช่วงยุคเมจิ ซึ่งเป็นช่วงที่ญี่ปุ่นเริ่มเปิดประเทศและรับเอาวัฒนธรรมตะวันตกเข้ามาอย่างรวดเร็ว ต้นทางของเมนูนี้คือ คัทเล็ต (Cutlet) ของยุโรป
ในยุคนั้นร้านอาหารชื่อดังในย่านกินซ่า ได้นำแนวคิดการทอดเนื้อแบบตะวันตกมาปรับปรุงใหม่เพื่อให้ถูกปากคนญี่ปุ่นมากขึ้น จากเดิมที่ใช้เนื้อวัวและใช้วิธีการจี่ในกระทะด้วยเนย ก็เปลี่ยนมาเป็นการใช้เนื้อหมูแทน และใช้เทคนิคการทอดแบบน้ำมันท่วม (Deep Fry) คล้ายกับการทำเทมปุระ ผลที่ได้คือหมูทอดที่กรอบกว่าเดิมและเก็บความชุ่มฉ่ำไว้ข้างในได้ดีกว่า นอกจากนี้ยังมีการเสิร์ฟคู่กับกะหล่ำปลีฝอยและข้าวสวยแทนที่จะเป็นขนมปังหรือมันฝรั่งตามแบบสากล ทำให้เมนูนี้กลายเป็นอาหารตะวันตกสไตล์ญี่ปุ่นที่ครองใจผู้คนมาจนถึงปัจจุบัน
1.2 ทำไมคนญี่ปุ่นต้องกินทงคัตสึก่อนสอบหรือแข่งขัน
เหตุผลหลักมาจากคำว่า Katsu ในชื่อเมนูนั้นไปพ้องเสียงกับคำกริยาในภาษาญี่ปุ่นว่า Katsu ซึ่งแปลว่า ชัยชนะ หรือ การได้รับชัยชนะ ดังนั้นการกิน Tonkatsu จึงกลายเป็นสัญลักษณ์ของการถือเคล็ดเพื่อเสริมสร้างความมั่นใจก่อนจะก้าวเข้าสู่สนามสอบหรือสนามแข่งเสมือนเป็นการรับเอาพลังแห่งชัยชนะเข้าไปในร่างกายนั่นเอง นอกเหนือจากเรื่องชื่อแล้ว ในแง่ของโภชนาการ เนื้อหมูยังอุดมไปด้วยวิตามินบี 1 ที่ช่วยลดอาการเหนื่อยล้าและบำรุงประสาท ซึ่งในเชิงจิตวิทยาถือว่าช่วยให้ผู้รับประทานรู้สึกพร้อมทั้งกายและใจก่อนทำภารกิจสำคัญ
2. 2 ประเภทเนื้อหมูยอดนิยมในร้านทงคัตสึ
2.1 โรสุ (Rosu) เนื้อส่วนสันนอกที่ชุ่มฉ่ำด้วยไขมัน
โรสุ (Rosu) หรือเนื้อส่วนสันนอก คือตัวเลือกยอดนิยมอันดับหนึ่งสำหรับคนที่ต้องการสัมผัสรสชาติของทงคัตสึแบบเข้มข้น จุดเด่นของเนื้อส่วนนี้อยู่ที่แถบไขมันที่แทรกอยู่ด้านขอบและกระจายตัวอยู่ในเนื้อ เมื่อนำไปทอดด้วยอุณหภูมิที่พอเหมาะ ไขมันส่วนนี้จะละลายและแทรกซึมเข้าไปในเนื้อ ทำให้ได้ความฉ่ำและมีกลิ่นหอมเฉพาะตัวของมันหมูที่โดดเด่นออกมา การกินโรสุคัตสึ (Rosu-katsu) จะได้เนื้อสัมผัสที่มีความยืดหยุ่นหรือสู้ฟันมากกว่าส่วนอื่นเล็กน้อย เข้ากันได้ดีมากกับการจิ้มเกลือเพื่อดึงรสหวานของไขมันออกมา หรือจะกินคู่กับซอสรสเปรี้ยวเค็มเพื่อตัดเลี่ยนก็ได้เช่นกัน
2.2 ฮิเระ (Hire) เนื้อส่วนสันในที่นุ่มและไขมันน้อย
สำหรับคนที่ให้ความสำคัญกับความนุ่มเป็นพิเศษหรือกังวลเรื่องแคลอรี ฮิเระ (Hire) หรือเนื้อสันในคือทางเลือกที่ตอบโจทย์ที่สุด เนื้อส่วนนี้ถือเป็นส่วนที่เส้นใยกล้ามเนื้อมีความละเอียดและไม่มีพังผืดแทรกอยู่เลย ที่สำคัญคือเป็นส่วนที่มีไขมันต่ำมากเมื่อเทียบกับส่วนอื่นๆ ลักษณะเด่นของฮิเระคัตสึ (Hire-katsu) คือความเปื่อยของเนื้อที่แทบจะละลายในปากได้ง่ายกว่าทงคัตสึส่วนอื่น ส่วนใหญ่มักจะเสิร์ฟมาในลักษณะก้อนกลมหรือหั่นเป็นชิ้นหนาเพื่อรักษาความชุ่มชื้นไว้ภายใน เนื่องจากมีไขมันต่ำมาก หากทอดนานเกินไปเนื้อจะแห้งได้ง่าย ร้านที่เชี่ยวชาญจึงมักทอดให้เนื้อด้านในยังมีสีชมพูอ่อนๆ เล็กน้อยเพื่อให้คงความนุ่มเอาไว้
3. 5 องค์ประกอบลับที่ทำให้ทงคัตสึกรอบอร่อยไม่เหมือนใคร
เบื้องหลังความสำเร็จของทงคัตสึจานโปรดไม่ได้ขึ้นอยู่กับแค่เนื้อหมูคุณภาพดีเท่านั้น แต่เกิดจากการผสานกันอย่างลงตัวขององค์ประกอบยิบย่อยที่ถูกคัดสรรมาอย่างประณีต การเปลี่ยนจากหมูทอดธรรมดาให้กลายเป็นทงคัตสึระดับพรีเมียมนั้นมีปัจจัยที่น่าสนใจซึ่งจะช่วยยกระดับรสสัมผัสในทุกมิติ
3.1 เกล็ดขนมปังสด (Panko)
หัวใจของความกรอบในแบบฉบับญี่ปุ่นคือการใช้เกล็ดขนมปังที่มีลักษณะแตกต่างจากของตะวันตก เกล็ดขนมปังที่ใช้ทำทงคัตสึที่ดีมักเป็นเกล็ดขนมปังสด (Panko) ที่มีความชื้นหลงเหลืออยู่เล็กน้อยและมีขนาดแผ่นที่ใหญ่และยาวกว่าปกติ เมื่อนำไปทอดในน้ำมันร้อนๆ เกล็ดเหล่านี้จะชูขึ้นมาคล้ายดอกไม้บาน ทำให้เกิดโพรงอากาศภายในเนื้อแป้ง ผลลัพธ์ที่ได้คือความกรอบที่เบา ไม่แข็งกระด้าง และไม่ซับน้ำมันจนเลี่ยนเกินไป ซึ่งนี่คือจุดที่ทำให้ทงคัตสึต่างจากหมูชุบแป้งทอดทั่วไป
3.2 ซอสทงคตสึสูตรพิเศษ
เครื่องปรุงที่จะขาดไปไม่ได้เลยคือซอสสีน้ำตาลเข้มข้นที่มีรสชาติซับซ้อน ซอสทงคัตสึส่วนใหญ่มีพื้นฐานมาจากวูสเตอร์ซอส (Worcestershire sauce) แต่อัปเกรดความกลมกล่อมด้วยการเคี่ยวผักและผลไม้หลายชนิด เช่น มะเขือเทศ แอปเปิล หอมใหญ่ และอินทผาลัม รสชาติที่ออกมาจึงมีความเปรี้ยวและหวานนำ ตามด้วยความเค็มเล็กน้อย หน้าที่หลักคือการดึงรสเนื้อหมูออกมาให้ชัดเจนขึ้น พร้อมกับทำหน้าที่ตัดความมันของของทอด ทำให้สามารถกินได้เรื่อยๆ โดยไม่รู้สึกเลี่ยนในคำท้ายๆ
3.3 กะหล่ำปลีฝอยและน้ำสลัด
ภาพจำของเมนูนี้คือภูเขากะหล่ำปลีซอยละเอียดที่วางเคียงข้างมาในจาน ซึ่งไม่ใช่แค่การตกแต่งเพื่อความสวยงาม กะหล่ำปลีฝอยที่ผ่านการแช่น้ำเย็นจัดจนกรอบกรุบมีเอนไซม์ที่ช่วยในการย่อยอาหารจำพวกไขมันและโปรตีน เมื่อราดด้วยน้ำสลัดงาขาวหรือน้ำสลัดโชยุรสเปรี้ยว จะช่วยเพิ่มความสดชื่นให้กับมื้ออาหารได้อย่างดีเยี่ยม การสลับคำระหว่างหมูทอดร้อนๆ กับกะหล่ำปลีเย็นๆ คือเทคนิคการกินที่ทำให้รสสัมผัสในปากมีความสมดุลตลอดเวลา
3.4 ข้าวสวยญี่ปุ่นและซุปมิโซะ
องค์ประกอบที่ดูเรียบง่ายแต่สำคัญมากคือ ข้าวสวยญี่ปุ่น ข้าวเมล็ดสั้นที่มีความเหนียวนุ่มและมีรสหวานในตัว ข้าวที่หุงมาได้ที่จนขึ้นเงาจะช่วยเสริมรสสัมผัสของเนื้อหมูทอดให้เด่นชัดขึ้น ยิ่งเมื่อจิบซุปมิโซะร้อนๆ ตามเข้าไป ซึ่งมักจะเป็นซุปที่ใส่หอยตลับหรือสาหร่ายวากาเมะเพื่อเพิ่มรสอูมามิ จะช่วยล้างเพดานปากและทำให้คอไม่แห้งจากการกินของทอด ทำให้มื้ออาหารครบถ้วนตามหลักโภชนาการ
3.5 งาขาวคั่ว
เสน่ห์อย่างหนึ่งของการเข้าร้านทงคัตสึ คือการที่พนักงานเสิร์ฟถ้วยกระเบื้องขนาดเล็กพร้อมไม้บดและงาขาวคั่วใหม่ๆ มาให้ได้ลงมือบดเอง การบดงาจนแตกตัวพอประมาณจะทำให้กลิ่นหอมของน้ำมันงาฟุ้งกระจายออกมา เมื่อเราเทซอสทงคัตสึลงไปผสมในถ้วยงา กลิ่นและรสสัมผัสที่กรุบกรอบจะผสมผสานเข้ากับตัวซอส ช่วยเปลี่ยนรสชาติของซอสธรรมดาให้มีความลึกและหอมนวลมากขึ้น เป็นประสบการณ์ทางกลิ่นที่ช่วยกระตุ้นความอยากอาหารได้เป็นอย่างดีก่อนที่จะเริ่มคีบหมูชิ้นแรกเข้าปาก
4. 3 เทคนิคการทานทงคัตสึ (Tonkatsu) ให้ได้รสชาติระดับพรีเมียม
การกินหมูทอดญี่ปุ่นให้เข้าถึงอรรถรสแบบนักกินมือโปรไม่ใช่เรื่องซับซ้อน แต่การรู้วิธีการลำดับรสชาติจะช่วยให้เราค้นพบเสน่ห์ที่ซ่อนอยู่ในแต่ละคำ การใส่ใจกับรายละเอียดเล็กน้อยในการกินทงคัตสึจะเปลี่ยนจากมื้ออาหารธรรมดาให้กลายเป็นประสบการณ์การรับรสที่ยอดเยี่ยมยิ่งขึ้น
4.1 เริ่มต้นคำแรกด้วยเกลือ
นักกินทงคัตสึมักจะแนะนำตรงกันว่า อย่าเพิ่งรีบราดซอสสีเข้มลงไปบนหมูในทันทีที่เสิร์ฟ วิธีการที่ถูกต้องคือการหยิบเกลือคุณภาพดี ซึ่งส่วนใหญ่ร้านพรีเมียมมักจะเตรียมเกลือสมุทรหรือเกลือหิมาลัยไว้ให้ โรยลงไปเบาๆ บนเนื้อหมูเพียงเล็กน้อย การใช้เกลือจะช่วยดึงความหวานตามธรรมชาติของเนื้อหมูออกมาให้เด่นชัด และช่วยลดความมันของไขมันหมูที่เพิ่งทอดเสร็จใหม่ๆ ให้กลายเป็นความกลมกล่อมแทน หากสั่งส่วนโรสุที่มีมันแทรกเยอะๆ การทานคู่กับเกลือจะทำให้ได้รับกลิ่นหอมของน้ำมันหมูโดยไม่มีรสของซอสมากลบ
4.2 การราดซอสลงบนชิ้นหมู vs การจุ่มซอส
ข้อถกเถียงเรื่องการราดซอสหรือจุ่มซอสเป็นสิ่งที่เห็นได้บ่อยในวัฒนธรรมการกินทงคัตสึ การราดซอสลงไปบนเนื้อหมูโดยตรงจะเหมาะสำหรับคนที่ชอบให้ซอสซึมเข้าไปในแป้งขนมปังเพื่อสัมผัสที่ฉ่ำวาว แต่หากคุณต้องการรักษาความกรอบของแป้งเอาไว้ให้นานที่สุด การคีบหมูไปจุ่มในถ้วยซอสแยกถือเป็นวิธีที่แนะนำมากกว่า การจุ่มเพียงครึ่งล่างของชิ้นหมูจะช่วยให้ด้านบนยังคงความกรอบฟู ในขณะที่ด้านล่างได้รับรสชาติเข้มข้นของซอสสูตรพิเศษไปพร้อมกัน
4.3 มัสตาร์ดญี่ปุ่น (Karashi)
อีกหนึ่งตัวช่วยสำคัญที่มักจะวางอยู่ข้างจานคือ คาราชิ (Karashi) หรือมัสตาร์ดญี่ปุ่นสีเหลืองสดที่มีรสชาติเผ็ดฉุนขึ้นจมูกแรงกว่ามัสตาร์ดสีเหลืองแบบตะวันตก การแต้มคาราชิเพียงเล็กน้อยลงบนทงคัตสึก่อนจะจุ่มซอสหรือทานเปล่าๆ จะช่วยเปลี่ยนมิติของรสชาติ ความเผ็ดร้อนจะเข้าไปตัดความเลี่ยนของของทอดและยังช่วยกระตุ้นความสดชื่นให้พร้อมทานคำต่อไปได้อย่างต่อเนื่อง
5. ข้อสงสัยเกี่ยวกับทงคัตสึที่พบบ่อยที่สุด
5.1 ทงคัตสึกับทงคตสึราเมง ต่างกันอย่างไร
จุดเริ่มต้นของความสับสนมักเกิดจากคำว่า Ton ที่แปลว่าหมูเหมือนกัน แต่บริบทของเมนูนั้นต่างกันคนละขั้ว ทงคัตสึ (Tonkatsu) คือเมนูที่เน้นตัวเนื้อหมูเป็นหลัก นำไปชุบแป้งทอดจนกรอบ เป็นจานที่เน้นเนื้อสัมผัสและโปรตีนเป็นหัวใจสำคัญ ในขณะที่คนส่วนใหญ่มักเรียกสลับกับ ทงคตสึราเมง (Tonkotsu Ramen) ซึ่งคำว่า Kotsu ในที่นี้แปลว่ากระดูก ดังนั้นจำง่ายๆ ว่า คัตสึ คือ คัทเล็ตหรือของทอด ส่วนคตสึ คือ กระดูกหมูที่ใช้ทำน้ำซุป
5.2 กินทงคัตสึอย่างไรไม่ให้อ้วน
โดยปกติแล้วทงคัตสึหนึ่งจานอาจให้พลังงานตั้งแต่ 450 ไปจนถึง 800 แคลอรี่ ขึ้นอยู่กับขนาดและส่วนประกอบในเซตนั้นๆ เทคนิคการเลือกสำหรับคนควบคุมน้ำหนักคือการสั่งฮิเระคัตสึ หรือส่วนสันใน ซึ่งมีไขมันแทรกน้อยกว่าส่วนสันนอก นอกจากนี้ลำดับการทานก็สำคัญ แนะนำให้เริ่มต้นด้วยการทานกะหล่ำปลีฝอยปริมาณมากก่อนเป็นอันดับแรก เพื่อให้ใยอาหารช่วยชะลอการดูดซึมไขมันและทำให้รู้สึกอิ่มเร็วขึ้น รวมถึงการเลี่ยงการราดน้ำสลัดครีมหรือซอสในปริมาณที่มากเกินไป
6. 3 เคล็ดลับการทอดทงคัตสึระดับพรีเมียม
6.1 อุณหภูมิน้ำมัน 2 ระดับ
หากสังเกตในครัวของร้านทงคัตสึ มักจะเห็นหม้อทอดวางเรียงกันอย่างน้อยสองใบ ซึ่งนั่นคือความลับของการจัดการความร้อน ขั้นตอนแรกเชฟจะนำหมูลงทอดในหม้อที่มีอุณหภูมิต่ำประมาณ 140-150 องศาเซลเซียส เพื่อให้ความร้อนค่อยๆ ซึมลึกเข้าไปถึงกึ่งกลางชิ้นหมู หลังจากนั้นจึงย้ายหมูมาทอดต่อในหม้อที่สองซึ่งเร่งไฟจนร้อนจัดถึง 180 องศาเซลเซียส ในระยะเวลาสั้นๆ การเปลี่ยนระดับความร้อนกะทันหันแบบนี้จะช่วยไล่น้ำมันออกจากแป้งและทำให้เกล็ดขนมปังเซ็ตตัวจนกรอบ ผลลัพธ์ที่ได้คือหมูทอดที่ไม่มีน้ำมันเยิ้มและมีสีสันสวยงามสม่ำเสมอทั่วทั้งชิ้น
6.2 การพักหมู (Resting)
ร้านระดับพรีเมียมจะให้ความสำคัญกับการพักหมู หรือ Resting เป็นอย่างมาก เมื่อหมูสุกได้ที่ประมาณ 90 เปอร์เซ็นต์ เชฟจะนำขึ้นมาวางพักไว้บนตะแกรงประมาณ 2-3 นาที เพื่อให้ความร้อนที่ยังสะสมอยู่ในเกล็ดขนมปังค่อยๆ นำพาความร้อนเข้าสู่ใจกลางเนื้ออย่างช้าๆ ช่วยให้เนื้อหมูคลายตัวและกักเก็บความฉ่ำไว้ได้อย่างดีเยี่ยม หากหั่นหมูเร็วเกินไปน้ำในเนื้อจะไหลออกมาข้างนอกจนทำให้แป้งด้านล่างแฉะและเสียรสสัมผัส การพักเนื้อจึงเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้ทงคัตสึมีความนุ่มนวลและชุ่มฉ่ำ
6.3 น้ำมันหมู (Lard) vs น้ำมันพืช
องค์ประกอบสุดท้ายที่ส่งผลต่อกลิ่นคือประเภทของน้ำมันที่ใช้ ร้านทงคัตสึส่วนใหญ่มักใช้น้ำมันพืชที่มีจุดเดือดสูงเพื่อให้ได้ความกรอบเบา แต่ร้านต้นตำรับในย่านเก่าแก่ของญี่ปุ่นมักจะมีการผสมน้ำมันหมู (Lard) ลงไปในสัดส่วนที่พอเหมาะ น้ำมันหมูมีคุณสมบัติในการช่วยให้เกล็ดขนมปังกรอบนานและส่งกลิ่นหอมอันเป็นเอกลักษณ์ที่น้ำมันพืชเพียวๆ ทำไม่ได้ หรือบางร้านอาจเลือกใช้น้ำมันรำข้าวผสมกับน้ำมันงาขาวเพื่อให้ได้กลิ่นที่นุ่มนวลและดูรักสุขภาพมากขึ้น ส่วนผสมของน้ำมันนี่เองที่ทำให้ทงคัตสึของแต่ละร้านมีเสน่ห์และกลิ่นอายที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว
7. 4 เมนูฟิวชั่นและดัดแปลงจากทงคัตสึที่ได้รับความนิยมทั่วโลก
เสน่ห์ของทงคัตสึไม่ได้หยุดอยู่แค่การเป็นหมูทอดชิ้นโตที่เสิร์ฟคู่กับกะหล่ำปลีฝอยเท่านั้น ด้วยความลงตัวของเนื้อสัมผัสที่กรอบนอกนุ่มใน ทำให้เมนูนี้ถูกหยิบยกไปดัดแปลงและผสมผสานกับวัตถุดิบอื่นจนเกิดเป็นอาหารจานใหม่ที่มอบรสชาติแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง การสร้างสรรค์เมนูจากทงคัตสึช่วยให้สนุกกับการกินได้หลากหลายสไตล์
7.1 คัตสึด้ง (Katsudon)
คัตสึด้งถือเป็นเมนูยอดนิยมอันดับต้นๆ เมื่อพูดถึงอาหารจานเดียวที่อิ่มท้อง พื้นฐานของเมนูนี้คือการนำทงคัตสึที่ทอดเสร็จใหม่มาต้มในน้ำซุปดาชิผสมโชยุและมิรินที่มีรสหวานเค็มกลมกล่อม จากนั้นจึงราดไข่ไก่ที่ตีพอแตกตามลงไปจนสุกแบบเยิ้มๆ แล้ววางทับลงบนข้าวสวยร้อนๆ เกล็ดขนมปังจะดูดซับน้ำซุปจนนุ่มชุ่มฉ่ำแต่ยังคงมีกลิ่นหอมของของทอดหลงเหลืออยู่ เป็นการผสมผสานระหว่างความกรอบของหมูทอดที่เพิ่มความละมุนลิ้นของไข่และหัวหอมใหญ่เข้ามา
7.2 คัตสึซันโด (Katsu Sando)
หากใครชอบการกินแบบสะดวกรวดเร็ว หรืออยากได้ของว่างที่กินง่ายแต่ยังคงความพรีเมียม คัตสึซันโดคือคำตอบ แซนด์วิชสไตล์ญี่ปุ่นนี้ประกอบด้วยขนมปังขาวเนื้อนุ่มที่ตัดขอบออก สอดไส้ด้วยทงคัตสึชิ้นหนาที่ทาซอสมาอย่างดี บางสูตรอาจมีการป้ายมัสตาร์ดญี่ปุ่นหรือวางกะหล่ำปลีฝอยเล็กน้อยเพื่อเพิ่มมิติของรสชาติ ความโดดเด่นของเมนูนี้อยู่ที่ความตัดกันระหว่างความนุ่มของขนมปังและความหนึบของเนื้อหมูทอด ปัจจุบันเราจะเห็นร้านคาเฟ่ชื่อดังทั้งในญี่ปุ่นและไทยนำเอาเมนูนี้มาเป็นตัวชูโรง โดยมักจะใช้เนื้อหมูส่วนฮิเระที่ไม่มีมันเพื่อให้กินง่ายและไม่เลี่ยนเมื่อทานในรูปแบบแซนด์วิช
7.3 แกงกะหรี่ทงคัตสึ (Katsu Curry)
นี่คือเมนูที่รวมเอาสองสุดยอดอาหารญี่ปุ่นมาไว้ในจานเดียว นั่นคือแกงกะหรี่รสเข้มข้นและทงคัตสึกรอบๆ ความหอมของเครื่องเทศในแกงกะหรี่จะช่วยชูรสของเนื้อหมูให้เด่นขึ้น ขณะที่เกล็ดขนมปังส่วนที่โดนแกงจะนุ่มลงเล็กน้อยแต่ยังคงความกรอบเอาไว้ได้ดี ทานคู่กับผักดองที่มีรสเปรี้ยวหวานจะช่วยทำให้จานนี้สมบูรณ์แบบและแก้เลี่ยนได้ดีมาก ถือเป็นเมนูที่คนรักของทอดและคนรักแกงกะหรี่ยกให้เป็นเมนูโปรดตลอดกาล
7.4 คัตสึโทจิ (Katsu Toji)
สำหรับคนที่อยากทานแบบเป็นกับข้าวแยกออกจากตัวข้าวสวย คัตสึโทจิเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจมาก เมนูนี้คล้ายกับคัตสึด้งแต่จะเสิร์ฟมาในกระทะเหล็กขนาดเล็กที่ด้านล่างเต็มไปด้วยน้ำซุปร้อนๆ และไข่ที่ราดลงมาจนฟูเต็มกระทะ จุดเด่นคือการคงความร้อนไว้ได้นานกว่าปกติ ทำให้เราได้รับประทานทงคัตสึที่ชุ่มฉ่ำไปด้วยซุปดาชิแบบร้อนจัดจนคำสุดท้าย มักจะเห็นในร้านอาหารชุด (Teishoku) ระดับสูงที่เน้นความพิถีพิถันของน้ำซุป รสสัมผัสของทงคัตสึในจานนี้จะเน้นไปที่ความนุ่มนวลและรสชาติที่ซึมลึกถึงเนื้อใน เหมาะมากสำหรับวันที่ต้องการมื้ออาหารที่ให้ความรู้สึกสบายท้อง