10 ร้านอาหารญี่ปุ่น นั่งชิลโซนเคาน์เตอร์บาร์

28.01.2026 (Updated: 28.01.2026)
10 ร้านอาหารญี่ปุ่น นั่งชิลโซนเคาน์เตอร์บาร์

ใครว่าการไปนั่งกินร้านอาหารญี่ปุ่นคนเดียวหรือไปกับเพื่อนแค่สองคนเป็นเรื่องเหงา ลองเปลี่ยนบรรยากาศมานั่งโซนเคาน์เตอร์บาร์ดูแล้วจะรู้ว่าเสน่ห์ที่แท้จริงของการนั่งโซนนี้คืออะไร นอกจากจะได้เห็นทุกท่วงท่าความพิถีพิถันของเชฟแบบใกล้ชิดแล้ว ยังได้สัมผัสกลิ่นหอมและรสชาติที่ปรุงเสร็จใหม่ส่งตรงถึงมือทันที บทความนี้เราเลยคัดมาให้เน้นๆ กับ 10 ร้านอาหารญี่ปุ่นหลากสไตล์ที่มีโซนเคาน์เตอร์น่านั่งสุดชิล ตั้งแต่ซูชิระดับพรีเมียมไปจนถึงร้านลับสไตล์โฮมมี่ รับรองว่าอ่านจบแล้วคุณจะได้ลิสต์ร้านโปรดใหม่ที่อยากรีบจองที่นั่งหน้าบาร์ไปดื่มด่ำกับมื้อพิเศษอย่างแน่นอน

สารบัญ

Show More

1. Sushi Shishichi

บรรยากาศร้าน

มาเริ่มที่ร้านแรกสำหรับคนที่อยากสัมผัสการกินซูชิสไตล์เอโดะมาเอะ (Edomae) ที่เคาน์เตอร์บาร์ในบรรยากาศที่ไม่เกร็งจนเกินไป ขอแนะนำร้าน Sushi Shishichi ร้านซูชิพรีเมียมในยายพร้อมพงษ์ ภายในร้านตกแต่งด้วยวัสดุจากไม้ให้ความรู้สึกอบอุ่นตามสไตล์ญี่ปุ่นที่เน้นความเรียบง่ายแต่ดูแพง ความพิเศษที่ทำให้ที่นี่ต่างจากร้านอื่นคือการจัดวางที่นั่งเคาน์เตอร์ให้มีความเป็นส่วนตัวสูง แม้จะเป็นบาร์ยาวแต่กลับรู้สึกว่าพื้นที่ตรงหน้าเป็นของเราคนเดียว แสงไฟในร้านส่องลงบนจานอาหาารทำให้ทุกคำที่เชฟเสิร์ฟดูสวยงามราวกับงานศิลปะ บรรยากาศโดยรวมมีความเป็นกันเอง เชฟชวนคุยเก่งทำให้มื้ออาหารสนุกขึ้นเยอะ

เมนูอร่อยที่ห้ามพลาด

ทีเด็ดของร้านนี้อยู่ที่ความละเมียดละไมของการปรุงข้าวซูชิที่ใช้ความเปรี้ยวจากน้ำส้มสายชูแดง (Akazu) ในสัดส่วนที่พอเหมาะเพื่อดึงรสหวานของปลา เมนูที่มาแล้วอยากให้ลองสั่งคือเมนูที่ทำจากปลาเนื้อขาวที่ผ่านการบ่มมาอย่างดี และเมนูไฮไลท์อย่างอูนิที่คัดเกรดพรีเมียมวางลงบนข้าวอุ่นๆ ทานแล้วแทบละลายในปากทันที อีกอย่างที่ประทับใจคือความสดของวัตถุดิบที่ส่งตรงมาจากญี่ปุ่น ทำให้รสชาติมีความซับซ้อนและมีมิติ

ช่วงราคา

เมนูซูชิของร้านนี้ราคาเริ่มต้นเพียงคำละ 80 บาทเท่านั้น เฉลี่ยนแล้วงบประมาณต่อหัวจะอยู่ที่ประมาณ 1,000 บาทขึ้นไป ขึ้นอยู่เมนูอะลาคาร์ทที่ลือกสั่ง

เหมาะสำหรับคนมองหาร้านแบบไหน

ร้านนี้ตอบโจทย์คนที่กำลังมองหาที่นั่งเคาน์เตอร์บาร์แบบใกล้ชิด สามารถเห็นทุกท่วงท่าการสะบัดมีดและการปั้นข้าวของเชฟ เหมาะมากสำหรับสายกินคนเดียวที่ต้องการสมาธิในการรับรสชาติ หรือจะมานั่งคุยกันสองคนในบรรยากาศที่ดูดีแต่ไม่กดดันจนเกินไป ใครที่ชอบนั่งดูเบื้องหลังความอร่อยแบบไม่ต้องมีกำแพงกั้นควรมาลองสักครั้ง

Sushi Shishichi

เวลาทำการ

อ.-ศ. 11:30–14:00 น. และ 17:30–23:00 น.

ส. 11:30–14:00 น. และ 17:30–22:30 น.

อา. 11:30–14:00 น. และ 17:30–21:30 น.

ปิดทุกวันจันทร์

ที่อยู่

36 3 ถนน สุขุมวิท แขวงคลองตันเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพมหานคร 10110

หน้ารายละเอียดร้าน

https://aroimaru.com/restaurants/sushi-shishichi/

2. Obanzai Kitaro

บรรยากาศร้าน

พิกัดต่อมาคือร้าน Obanzai Kitaro ร้านอาหารญี่ปุ่นที่ให้ความรู้สึกเหมือนได้แวะไปกินข้าวบ้านเพื่อน ตัวร้านไม่ได้เน้นความหรูหราฟู่ฟ่าแต่กลับเต็มไปด้วยความอบอุ่น ให้ความรู้สึกแบบโฮมมี่ สิ่งที่ทำให้ที่นี่โดดเด่นกว่าใครคือคอนเซปต์อาหารสไตล์โอบันไซ (Obanzai) ซึ่งเป็นอาหารพื้นเมืองที่เน้นใช้วัตถุดิบตามฤดูกาลมาปรุงแบบเรียบง่ายแต่รสชาติลึกซึ้ง ภายในร้านอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมของน้ำซุปดาชิและเสียงพูดคุยที่เป็นกันเอง การจัดวางพื้นที่ให้ความรู้สึกสบายใจเหมือนนั่งอยู่ในครัวไม้เก่าแก่ที่สะอาดสะอ้านและมีชีวิตชีวา

เมนูอร่อยที่ห้ามพลาด

จานที่ต้องลองให้ได้คือบรรดาเมนูเครื่องเคียงเล็กๆ น้อยๆ ที่สามารถเลือกทานได้ตามใจชอบอย่างเช่น เมนูผักรวมดองหรือปลาหมึกดองวาซาบิที่ทำออกมาได้ถูกปากสุดๆ เมนูซิกเนเจอร์ที่หลายคนติดใจคือเมนูโอเด้งที่มีให้เลือกหลากหลายแบบ รวมถึงเมนูอาหารจานเดียวอื่นๆ ที่ส่งกลิ่นหอมยั่วน้ำลาย ความพิเศษของอาหารที่นี่คือรสชาติที่ไม่จัดจ้านจนเกินไป กินได้เรื่อยๆ เหมือนเป็นเมนูรสมือแม่ที่ใส่ใจในทุกรายละเอียด

ช่วงราคา

สำหรับราคาเฉลี่ยต่อหัวจะตกอยู่ที่ประมาณ 500-1,500 บาท ถือว่าเป็นราคาที่จับต้องได้ง่ายเมื่อเทียบกับคุณภาพและบรรยากาศที่ได้รับ

เหมาะสำหรับคนมองหาร้านแบบไหน

ที่นี่เหมาะสำหรับคนที่มองหาที่นั่งโซนเคาน์เตอร์ที่ให้ความรู้สึกผ่อนคลาย ไม่ต้องมีพิธีรีตองอะไรมาก อยากนั่งจิบเครื่องดื่มเย็นๆ คู่กับกับข้าวญี่ปุ่นจานเล็กจานน้อยหลังจากเหนื่อยจากงานมาทั้งวัน ใครที่ชอบฟีลร้านเหล้าญี่ปุ่นสไตล์อิซากายะที่เงียบสงบกว่าปกติหน่อย และนั่งมองเชฟภายในครัวที่คอยตักอาหารเสิร์ฟให้ตรงหน้า รับรองว่าที่นี่จะกลายเป็นร้านประจำในลิสต์แน่นอน

Obanzai Kitaro

เวลาทำการ

ทุกวัน 17:00–0:00 น.

ที่อยู่

2/13 ซ สุขุมวิท 41 แขวงคลองตันเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพมหานคร 10110

หน้ารายละเอียดร้าน

https://aroimaru.com/restaurants/kitaro-obanzai/

3. Sanriku Sushi Kyodoizakaya

บรรยากาศร้าน

สำหรับใครที่เป็นสายซูชิแล้วอยากลองสัมผัสบรรยากาศการทานอาหารญี่ปุ่นจากภูมิภาคโทโฮคุของญี่ปุ่นที่ไม่เหมือนใคร ร้าน Sanriku Sushi Kyodoizakaya จะทำให้รู้สึกเหมือนหลุดเข้าไปอยู่ในหมู่บ้านชาวประมงจริงๆ ด้วยบรรยากาศภายในร้านที่เน้นความดิบเท่แต่แฝงไปด้วยความคึกคัก มีความผสมผสานระหว่างร้านซูชิระดับพรีเมียมกับความสนุกสนานแบบอิซากายะ และที่เป็นเสน่ห์ของร้านนี้เลยก็คือการนำเสนอวัฒนธรรมการกินแบบพื้นเมืองที่หาได้ยากในกรุงเทพฯ การตกแต่งใช้ไม้เก่า ขวดแก้ว และโปสเตอร์มาสร้างเลเยอร์ให้ร้านดูมีเรื่องราว มีความขลังแต่ก็เข้าถึงง่ายในเวลาเดียวกัน

เมนูอร่อยที่ห้ามพลาด

ความพิเศษของเมนูอาหารของร้านคือการใช้วัตถุดิบที่ส่งตรงวัตถุดิบมาจากชายฝั่งซันริคุซึ่งขึ้นชื่อว่าเป็นแหล่งอาหารทะเลที่อุดมสมบูรณ์ติดอันดับโลก เมนูซิกเนเจอร์ที่ห้ามพลาดคือบรรดาปลาและหอยโฮตาเตะตัวโตที่เนื้อหวานเด้งผิดกับที่เคยกินมา รวมถึงเมนูพื้นเมืองที่หาทานยากอย่างปลาเผาฟางที่มีกลิ่นหอมรมควันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว เชฟที่นี่เก่งเรื่องการดึงรสชาติแฝงของปลาแต่ละชนิดออกมาผ่านเทคนิคการเตรียมวัตถุแบบดั้งเดิม ทำให้ทุกคำที่ทานเข้าไปมีรสสัมผัสที่ซับซ้อนและสดใหม่

ช่วงราคา

ราคาเฉลี่ยต่อการมาทานหนึ่งครั้งจะตกอยู่ที่ประมาณ 1,000-2,500 บาทต่อหัว เป็นราคาที่คุ้มค่ามากเมื่อเทียบกับวัตถุดิบที่หายากและส่งตรงมาไกลจากญี่ปุ่น

เหมาะสำหรับคนมองหาร้านแบบไหน

สำหรับสายที่นั่งเคาน์เตอร์ ร้านนี้คือสวรรค์ของคนที่ชอบดูเชฟทำอาหารแบบขยันขันแข็ง ที่เคาน์เตอร์บาร์จะได้เห็นเชฟแล่ปลาตัวใหญ่ยักษ์กันสดๆ ตรงหน้าพร้อมเสียงต้อนรับที่ดูพลังล้นหลาม เหมาะกับคนที่มองหาโซนที่นั่งที่ไม่เงียบเหงาจนเกินไป อยากได้บรรยากาศกึ่งบาร์ที่มีความครึกครื้นแต่ยังคงความประณีตของอาหารญี่ปุ่นไว้เต็มร้อย จะมานั่งจิบเครื่องดื่มแกล้มซูชิคนเดียวชิลๆ หรือชวนเพื่อนมานั่งพูดคุยอัพเดทเรื่องราวในชีวิตก็เข้าท่าสุดๆ

Sanriku Sushi Kyodoizakaya

เวลาทำการ

จ.-ส. 17:00–4:00 น.

อา. 17:00–2:00 น.

ที่อยู่

ซอย สุขุมวิท 19 แยก 2 แขวงคลองเตยเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพมหานคร 10110

หน้ารายละเอียดร้าน

https://aroimaru.com/restaurants/sanriku-sushi-kyodoizakaya/

4. Hiroshima Pizza Okonomiyaki

บรรยากาศร้าน

ใครที่อยากเปลี่ยนบรรยากาศจากซูชิหรือราเมงมาเป็นสตรีทฟู้ดญี่ปุ่นแบบดั้งเดิม ต้องไม่พลาดร้าน Hiroshima Pizza Okonomiyaki เลย ภายในร้านให้ความรู้สึกเหมือนหลุดเข้าไปในย่านกินดื่มของเมืองฮิโรชิม่า จุดเด่นของที่นี่คือการนำเสนอโอโคโนมิยากิ หรือพิซซ่าญี่ปุ่นสไตล์ฮิโรชิม่าแท้ๆ ที่จะเน้นการวางวัตถุดิบซ้อนกันเป็นชั้น ซึ่งต่างจากโอโคโนมิยากิสไตล์คันไซที่จะผสมทุกอย่างเข้าด้วยกัน พื้นที่ภายในร้านมีกลิ่นอายความย้อนยุคหน่อยๆ ผสมกับความมีชีวิตชีวาจากเสียงตะหลิวเหล็กที่กระทบกับกระทะแผ่นยักษ์ที่สามารถมองเห็นได้ทันทีที่ก้าวเข้ามาในร้าน สร้างบรรยากาศที่ดูจริงใจและเข้าถึงง่าย

เมนูอร่อยที่ห้ามพลาด

เมนูซิกเนเจอร์ที่ต้องสั่งคือโอโคโนมิยากิสไตล์ฮิโรชิม่าที่อัดแน่นไปด้วยชั้นของกะหล่ำปลีฝอยหวานกรอบ เส้นโซบะเหนียวนุ่ม และท็อปปิ้งอย่างเบคอนหรือซีฟู้ดที่ทับจนกลายเป้นชิ้นเดียวกัน ความพิเศษอยู่ตรงซอสสูตรเฉพาะรสชาติเข้มข้น หวานนำเค็มตามแบบพอดี อีกอย่างที่ห้ามพลาดคือบรรดาเมนูกระทะร้อนหรือเทปปันยากิ (Teppanyaki) ที่เชฟจะปรุงให้ดูสดๆ ทั้งกุ้งตัวโตและเนื้อเกรดดีที่ถูกย่างอยู่บนเตา เป็นเมนูที่ให้ทั้งความอร่อยและความเพลิดเพลินในการนั่งดูเชฟโชว์ฝีมือการทำอาหาร

ช่วงราคา

ช่วงราคาต่อหัวโดยเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 400-800 บาท ซึ่งถือว่าคุ้มค่าและสบายกระเป๋ามากเมื่อเทียบกับปริมาณที่ได้

เหมาะสำหรับคนมองหาร้านแบบไหน

ร้านนี้เหมาะอย่างยิ่งสำหรับคนที่มองหาที่นั่งเคาน์เตอร์ที่เรียกว่าได้ว่าที่นั่งหน้าเตา เพราะจะได้เห็นขั้นตอนการทำตั้งแต่เริ่มต้นจนจบแบบใกล้ชิดจนได้กลิ่นหอมไหม้ของซอสนิดๆ เหมาะกับคนที่ชอบบรรยากาศกึ่งบาร์เทปปันยากิที่ให้ความรู้สึกกึ่งโชว์กึ่งกิน อยากนั่งชิลรับความร้อนเบาๆ จากเตาแผ่นเหล็กตรงหน้าพร้อมจิบเครื่องดื่มเย็นๆ ไปด้วย ใครที่มาคนเดียวหรือมาคู่แล้วอยากได้บทสนทนาที่เริ่มต้นจากการดูเชฟทำอาหาร ร้านนี้คือตัวเลือกที่ตอบโจทย์ความสนุกได้ดี

Hiroshima Pizza Okonomiyaki

เวลาทำการ

จ.-ศ. 16:00–0:00 น.

ส.-อา. 11:00–23:00 น.

ที่อยู่

12/14 ซอยพร้อมพุก แขวงวัฒนา เขตวัฒนา กรุงเทพมหานคร 10110

หน้ารายละเอียดร้าน

https://aroimaru.com/restaurants/hiroshima-pizza-okonomiyaki/

5. Sakura Saku

บรรยากาศร้าน

Sakura Saku ร้านอาหารญี่ปุ่นที่มีความเรียบหรูแต่อบอุ่นแบบเป็นกันเอง ภายในร้านตกแต่งโดยเน้นงานไม้สีอ่อนดูสะอาดตา ตัดกับแสงไฟสลัวที่ให้ความรู้สึกผ่อนคลาย จุดที่ทำให้ที่นี่พิเศษกว่าร้านอื่นคือการจัดการพื้นที่ที่มองดูแล้วรู้สึกโปร่งสบาย ไม่แออัด แม้จะตั้งอยู่ใจกลางย่านที่วุ่นวายอย่างพร้อมพงษ์ แต่พอเดินเข้ามากลับสัมผัสได้ถึงความสงบ ให้ความรู้สึกแบบร้านอาหารญี่ปุ่นร่วมสมัยที่ยังคงกลิ่นอายความดั้งเดิมไว้ได้อย่างพอดี เป็นบรรยากาศที่เหมาะสำหรับคนที่อยากมานั่งพักผ่อนจริงๆ

เมนูอร่อยที่ห้ามพลาด

เมนูห้ามพลาดของที่นี่ต้องยกให้เมนูชาบูชาบูและสุกี้ยากี้ที่รสชาตินุ่มลิ้น มีกลิ่นหอมละมุนของน้ำซุปอันเป็นเอกลักษณ์หาตัวจับยาก นอกจากนี้ยังมีเมนูของย่าง ของต้ม และกับแกล้มสไตล์ญี่ปุ่นที่ปรุงออกมาได้ละเมียดละไม เช่น ไก่ต้มซอนหวานเผ็ด ปลาแซลมอนญี่ปุ่นย่าง ปลาบุรีย่างซอสมิโซะ วัตถุดิบแต่ละอย่างถูกคัดสรรมาอย่างดีตามฤดูกาล ความโดดเด่นอีกอย่างคือการนำเสนออาหารที่ดูเรียบง่ายแต่รสชาติลึกซึ้ง กินคู่กับเครื่องดื่มสไตล์ญี่ปุ่นแล้วเข้ากันได้อย่างเหลือเชื่อ

ช่วงราคา

งบประมาณสำหรับมื้อนี้จะอยู่ที่ประมาณ 1,000-2,000 บาทต่อคน ขึ้นอยู่กับว่าจะเน้นทานกับข้าวหรือเน้นดื่ม

เหมาะสำหรับคนมองหาร้านแบบไหน

ที่นี่เหมาะกับคนที่มองหาโซนที่นั่งเคาน์เตอร์ที่ให้ความรู้สึกเป็นส่วนตัวและต้องการการบริการที่ใส่ใจเป็นพิเศษ ตัวบาร์มีความยาวพอเหมาะที่จะทำให้ได้นั่งดูพนักงานเตรียมเครื่องดื่มหรือจัดจานอาหารได้เพลินๆ แนะนำสำหรับคนที่อยากมานั่งจิบชิลๆ คนเดียวหลังเลิกงาน หรือคู่รักที่มองร้านร้านที่มีบรรยากาศไม่หนวกหูจนเกินไป ใครที่ชอบความละเมียดและต้องการนั่งยาวๆ แบบไม่ต้องรีบเร่ง ร้านนี้เป็นอีกพิกัดความอร่อยที่ต้องมาลอง

Sakura Saku

เวลาทำการ

จ.-ส. 17:00–0:00 น., ปิดทุกวันอาทิตย์

ที่อยู่

22 สุขุมวิท 31 แขวงคลองตันเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพมหานคร 10110

หน้ารายละเอียดร้าน

https://aroimaru.com/restaurants/sakura-saku/

6. Tempura NAGAOKA Phrom Phong

บรรยากาศร้าน

Tempura NAGAOKA ร้านอาหารที่เชี่ยวชาญเมนูเทมปุระในย่านพร้อมพงษ์ ที่นี่คือที่ที่จะเปิดโลกเทมปุระไปอีกขั้น ด้วยเทคนิคการทอดที่ละชิ้นอย่างพิถีพิถันและเป็นเอกลักษณ์ต่างจากร้านอื่น ภายในร้านตกแต่งสไตล์มินิมอลที่มีความเท่แบบโมเดิร์นเจแปนนิส เน้นโทนสีที่สะอาดตาและเงียบสงบ สิ่งที่ทำให้ที่นี่ไม่เหมือนร้านอื่นคือการไม่ใช้เครื่องเทศหรือแป้งหนาๆ มากลบรสชาติวัตถุดิบ แต่ใช้เทคนิคการควบคุมอุณหภูมิน้ำมันอย่างแม่นยำ ทำให้เทมปุระที่ทอดออกมานั้นกรอบ เบา ไม่อมน้ำมันและไม่มีกลิ่นน้ำมันติดตัวหลังทานเสร็จ ยิ่งดึกเท่าไหร่บรรยากาศยิ่งมีความลึกลับเบาๆ เหมือนเป็นร้านลับสุดพรีเมียมที่รอให้คนรักเทมปุระมาค้นพบ

เมนูอร่อยที่ห้ามพลาด

เมนูซิกเนเจอร์ที่มาแล้วต้องลองคือเทมปุระกุ้งลายเสือที่เนื้อเด้งหวานกรอบ และเมนูเทมปุระผักที่ใช้ผักตามฤดูกาลและเชฟจะนำไปทอดจนความหวานของผักถูกล็อกไว้ข้างใน แป้งที่นี่จะบางจนมองเห็นเนื้อวัตถุดิบด้านใน เป็นเทคนิคเฉพาะตัวที่ทำให้รู้สึกเบาสบายท้อง ไม่เลี่ยน ความพิเศษอีกอย่างคือเกลือสูตรต่างๆ ที่ร้านเตรียมไว้ให้จิ้ม ซึ่งแต่ละชนิดจะช่วยดึงรสชาติของวัตถุดิบแต่ละคำออกมาได้แตกต่างกันอย่างน่าทึ่ง

ช่วงราคา

ช่วงราคาต่อหัวโดยเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 1,500-3,500 บาท ขึ้นอยู่กับว่าเลือกเป็นคอร์สกลางวันหรือมื้อเย็นที่เน้นความพรีเมียมมากขึ้น

เหมาะสำหรับคนมองหาร้านแบบไหน

ที่นี่ถูกออกแบบมาเพื่อคนที่มองหาโซนที่นั่งเคาน์เตอร์โดยเฉพาะ เพราะที่นั่งเกือบทั้งหมดจะโอบล้อมพื้นที่ปรุงอาหารของเชฟเอาไว้ เหมาะสำหรับคนที่ชอบนั่งดูการทอดเทมปุระแบบคำต่อคำ ได้ยินเสียงน้ำมันเดือดเบาๆ และได้ทานเทมปุระที่เพิ่งทอดเสร็จใหม่ๆ ในอุณหภูมิที่พอเหมาะที่สุด ใครที่มองหาที่นั่งมุมสงบแต่ได้เห็นกรรมวิธีที่ประณีตเหมือนดูโชว์เล็กๆ ตรงหน้า ร้านนี้คือที่สุดของประสบการณ์การเทมปุระที่เราอยากแนะนำ

Tempura NAGAOKA Phrom Phong

เวลาทำการ

ทุกวัน 11:30–14:0017:00–22:00 น.

ที่อยู่

111 ซ. สุขุมวิท 39 แขวงคลองตันเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพมหานคร 10110

หน้ารายละเอียดร้าน

https://aroimaru.com/restaurants/tempura-nagaoka-phromphong/

7. Japanese Kitchen Ant’z

บรรยากาศร้าน

Japanese Kitchen Ant’z ร้านอิซากายะที่ให้ความรู้สึกเหมือนนั่งอยู่ในร้านอาหารลับๆ ย่านชินจูกุที่เน้นความเท่และเป็นกันเอง ภายในร้านตกแต่งด้วยสไตล์คลาสสิกเรโทรนิดๆ ผสมความโมเดิร์นหน่อยๆ ให้บรรยากาศแบบกึ่งบาร์กึ่งห้องครัวส่วนตัว จุดที่ทำให้ร้านนี้มีเสน่ห์ต่างจากร้านอื่นคือความรู้สึกที่ไม่ได้ดูเป็นทางการจนเกินไป มีความขี้เล่นและเข้าถึงง่ายสมชื่อร้าน ความพิเศษอยู่ที่การจัดสรรพื้นที่ที่ทำให้คนรักสันโดษหรือคนที่ชอบมานั่งจิบเบาๆ รู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของร้านได้ทันทีผ่านแสงไฟสลัวๆ และเพลงที่เปิดคลอไปกับเสียงทำอาหาร

เมนูอร่อยที่ห้ามพลาด

เมนูที่จัดว่าเป็นความลับความอร่อยและห้ามพลาดเลยคือ Spicy Roasted Chicken with Gravy ที่เนื้อไก่มีความฉ่ำนุ่มและหอมกลิ่นย่างแบบชัดเจน หรือข้าวอบหม้อดิน ก็เป็นเมนูอร่อยที่พลาดไม่ได้เมื่อมาที่ร้าน รวมถึงเมนูฟิวชั่นจานเล็กจานน้อยที่เป็นสูตรเฉพาะของทางร้าน ความพิเศษของอาหารที่นี่คือการพรีเซนต์ที่ดูเรียบง่ายแต่รสชาติมีความซับซ้อนและถึงเครื่อง เหมาะสำหรับคนที่ชอบทานอาหารญี่ปุ่นที่มีรสสัมผัสหนักแน่นและเข้ากันได้ดีกับเครื่องดื่มหลากหลายชนิด

ช่วงราคา

ราคาเฉลี่ยต่อหัวจะอยู่ที่ประมาณ 500-1,200 บาท เป็นราคาที่ค่อนข้างเป็นมิตรและคุ้มค่ากับคุณภาพที่ได้รับ

เหมาะสำหรับคนมองหาร้านแบบไหน

ร้านนี้ตอบโจทย์คนที่มองหาโซนที่นั่งเคาน์เตอร์ที่ให้ความรู้สึกผ่อนคลายเหมือนได้นั่งคุยกับเพื่อน ตัวเคาน์เตอร์ถูกออกแบบมาให้เห็นการทำงานของเชฟในระยะประชิดแต่ก็ยังมีพื้นที่พอให้เราได้มีมุมส่วนตัว แนะนำสำหรับคนที่อยากหนีความวุ่นวายมานั่งคนเดียวเพื่อซึมซับบรรยากาศเงียบๆ หรือจะชวนคู่หูมานั่งชนแก้วกันแบบใกล้ชิดหน้าบาร์ก็ได้ฟีลไปอีกแบบ ใครที่ชอบร้านอาหารญี่ปุ่นแนว Kitchen & Bar ที่เน้นความสบายใจ ที่นี่คือพิกัดที่ไม่ควรพลาด

Japanese Kitchen Ant’z

เวลาทำการ

ทุกวัน 17:00–2:00 น.

ที่อยู่

416/4 Soi Sukhumvit 55(Thonglor Klongton, Nua, เขตวัฒนา กรุงเทพมหานคร 10110

หน้ารายละเอียดร้าน

https://aroimaru.com/restaurants/tempura-nagaoka-phromphong/

8. Yakitori Ban Ban Ekkamai

บรรยากาศร้าน

ถ้าอยากสัมผัสบรรยากาศความคึกคักแบบร้านยากิโทริย่านชิบูย่าแต่ตั้งอยู่ในเอกมัย ต้องมาเช็คอินที่ร้าน Yakitori Ban Ban ให้ได้ ภายในร้านให้ความรู้สึกดิบและเท่ด้วยการตกแต่งสไตล์โมเดิร์นอิซากายะที่ดูสนุกสนาน จุดที่แตกต่างจากร้านอื่นอย่างเห็นได้ชัดคือการเน้นพื้นที่เคาน์เตอร์บาร์ให้เป็นหัวใจหลักของร้าน แสงไฟสลัวๆ ผสมกับควันจางๆ จากเตาถ่านสร้างบรรยากาศที่ช่วยเพิ่มความคึกคัก มีชีวิตชีวา และไม่รู้สึกอึดอัด เพราะการออกแบบที่เปิดโล่งทำให้เราเห็นทุกขั้นตอนการปรุงอาหารของเชฟแบบไม่มีอะไรกั้น

เมนูอร่อยที่ห้ามพลาด

เมนูซิกเนเจอร์ที่มาแล้วต้องสั่งคือยากิโทริส่วนต่างๆ ที่ใช้เทคนิคการย่างด้วยถ่านไม้บินโจตันซึ่งให้ความร้อนสูงและสม่ำเสมอ ทำให้ไก่ด้านนอกมีความหอมเกรียมแต่เนื้อข้างในยังนุ่มฉ่ำน้ำ โดยเฉพาะส่วนสะโพกไก่เสียบไม้ต้นหอมและตับไก่ที่ย่างมาแบบพอดีมาก ความพิเศษอยู่ที่ซอสทาเร่สูตรลับของทางร้านที่มีความหวานเค็มกลมกล่อม นอกจากไก่ย่างแล้วยังมีเมนูจานรองอย่างข้าวหน้าไก่ย่างหรือสลัดสไตล์ญี่ปุ่นที่ช่วยตัดเลี่ยนได้ดี ทุกจานสัมผัสได้ถึงความสดใหม่ของวัตถุดิบที่ผ่านการคัดสรรมาอย่างพิถีพิถัน

ช่วงราคา

ราคาเฉลี่ยต่อหัวจะอยู่ที่ประมาณ 500-1,500 บาท ถือว่าคุ้มค่ามากสำหรับร้านอาหารญี่ปุ่นในย่านเอกมัย ยิ่งถ้าเน้นสั่งเป็นเซ็ตย่างรวมก็จะยิ่งคุ้มเข้าไปอีก

เหมาะสำหรับคนมองหาร้านแบบไหน

ที่นี่เหมาะมากสำหรับคนที่มองหาที่นั่งเคาน์เตอร์ที่เห็นการย่างแบบสมจริง ได้ยินเสียงซอสหยดลงบนถ่านและเห็นไฟลุกวูบวาบเพิ่มอรรถรสในการกินได้เป็นเท่าตัว แนะนำสำหรับคนที่ชอบนั่งชิลรับกลิ่นหอมของปิ้งย่างพร้อมจิบเครื่องดื่มเย็นๆ ไปด้วย จะมานั่งเหงาๆ คนเดียวก็ได้บทสนทนาจากเชฟมาเป็นเพื่อน หรือจะชวนแก๊งเพื่อนมานั่งเรียงแถวหน้าบาร์เพื่อเสพความสนุกของบรรยากาศร้านก็ตอบโจทย์ที่สุด

Yakitori Ban Ban Ekkamai

เวลาทำการ

ทุกวัน 18:00–4:00 น.

ที่อยู่

112, 7 ซ. สุขุมวิท 63 แขวงคลองตันเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพมหานคร 10110

หน้ารายละเอียดร้าน

https://aroimaru.com/restaurants/yakitori-ban-ban-ekkamai/

9. Jidori Cuisine Ken

บรรยากาศร้าน

ถ้าอยากรู้ว่าร้านไก่ย่างญี่ปุ่นระดับตำนานที่เซียนอาหารในกรุงเทพฯ ไปรวมตัวกันอยู่ที่ไหน แนะนำให้มาที่ร้าน Jidori Cuisine Ken ภายในร้านตกแต่งแบบเน้นงานไม้สีเข้มและแสงไฟวอร์มไวท์ที่ให้ฟีลขรึมแต่เท่ เหมือนหลุดเข้าไปในร้านลับย่านกินดื่มของคนญี่ปุ่น เอกลักษณ์ของร้านที่ต่างจากร้านอื่นคือความจริงจังในการใช้ไก่จิโดริ (Jidori) ซึ่งเป็นไก่พื้นเมืองที่เลี้ยงแบบอิสระ เนื้อมีความแน่นและรสชาติเข้มข้นกว่าไก่ทั่วไป บรรยากาศจะไม่ได้อึกทึกครึกโครมเหมือนอิซากายะ แต่แฝงไปด้วยความสงบและอบอวลไปด้วยกลิ่นอายความพิถีพิถันที่สัมผัสได้ทันทีที่ก้าวเท้าเข้าไป

เมนูอร่อยที่ห้ามพลาด

เมนูที่มาแล้วไม่สั่งถือว่ามาไม่ถึงคือ ไก่ย่างถ่านไม้บินโจตัน ที่เชฟย่างมาแบบกึ่งสุกกึ่งดิบในบางส่วนเพื่อให้สัมผัสถึงความหวานธรรมชาติของเนื้อไก่จิโดริ โดยเฉพาะเมนูตับไก่ที่เนื้อสัมผัสเนียนละเอียดเหมือนมูส และสะโพกไก่ย่างที่หนังกรอบแต่เนื้อด้านในยังชุ่มฉ่ำ ความพิเศษอยู่ที่ความสดของวัตถุดิบที่ทำให้รสชาติอาหารโดดเด่นออกมาโดยไม่ต้องพึ่งพาการปรุงแต่งที่ซับซ้อน

ช่วงราคา

ช่วงราคาต่อหัวโดยเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 1,000-2,500 บาท ขึ้นอยู่กับว่าจะเน้นทานเป็นมื้อหลักหรือสั่งกับแกล้มคู่กับเครื่องดื่มตัวท็อปในร้าน

เหมาะสำหรับคนมองหาร้านแบบไหน

ที่นี่เหมาะมากสำหรับคนที่มองหาที่นั่งเคาน์เตอร์ที่ต้องการความสงบและอยากโฟกัสกับรสชาติอาหารแบบเน้นๆ ตัวบาร์ไม้ของร้านนี้ให้ความรู้สึกที่มั่นคงและเงียบขรึม เหมาะสำหรับคนที่อยากมานั่งคนเดียวเพื่อดื่มด่ำกับจังหวะการย่างของเชฟที่ดูเหมือนกำลังแสดงงานศิลปะ หรือจะนัดคู่เดทมานั่งจิบเครื่องดื่มในบรรยากาศที่ดูเท่หน่อยๆ ใครที่ชอบนั่งหน้าเตาแต่ไม่ชอบความวุ่นวายจนเกินไป ร้านนี้คือพิกัดที่ลงตัวในย่านสุขุมวิท

Jidori Cuisine Ken

เวลาทำการ

จ.-ศ., อา. 11:30–14:00 น. และ 17:30–23:00 น., ปิดทุกวันเสาร์

ที่อยู่

ห้อง B-08 ชั้นใต้ดิน อาคารจัสมิน ซิตี้ เลขที่ 2 ซอยประสานมิตร (สุขุมวิท 23) แขวงคลองตันเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพมหานคร 10110

10. Omakase Don by Teppen

บรรยากาศร้าน

ถ้าอยากสัมผัสความอลังการของข้าวหน้าล้นในรูปแบบที่เข้าถึงง่ายกว่าโอมากาเสะทั่วไป ร้าน Omakase Don by Teppen คือร้านข้าวด้งที่จะทำให้ตื่นตาตื่นใจได้แน่นอน ภายในร้านตกแต่งด้วยสไตล์ญี่ปุ่นสมัยใหม่ที่ยังคงความสนุกสนานและพลังงานที่ล้นเหลือ แต่ที่นี่จะดูมีความประณีตและเน้นความเป็นส่วนตัวมากขึ้น จุดที่ทำให้ต่างจากร้านอื่นคือการนำเสนอข้าวหน้าปลาดิบแบบพรีเมียมในเลเยอร์ที่ซับซ้อน บรรยากาศจะเน้นความโปร่งและโชว์ความสดของวัตถุดิบ ทำให้เรารู้สึกวางใจในคุณภาพตั้งแต่ยังไม่ได้เริ่มทาน

เมนูอร่อยที่ห้ามพลาด

แน่นอนว่าเมนูซิกเนเจอร์ของที่นี่ก็คือดงบุริ (Donburi) หรือข้าวหน้าต่างๆ ที่โป๊ะหน้ามาแบบพูนชาม โดยเฉพาะเมนู Bara Chirashi Don ที่รวมเอามากุโระ ซาบะ แซลมอน กุ้ง และไข่ปลามารวมไว้ด้วยกันคือพลาดไม่ได้ ความพิเศษของที่นี่คือการใช้ข้าวญี่ปุ่นที่ปรุงรสมาอย่างดีเข้ากับความมันของไข่ดาวดิบที่เป็นเกรดทานสดได้ รสชาติจะมีความเข้มข้น นัว และสดชื่นในคำเดียว นอกจากนี้ยังมีลูกเล่นในการทานแบบโอชาซึเกะ (Ochazuke) ที่เทน้ำซุปดาชิลงไปในช่วงท้ายเพื่อเปลี่ยนรสชาติให้เป็นข้าวต้มญี่ปุ่นร้อนๆ เป็นวิธีการกินที่สนุกและไม่จำเจเหมือนร้านดงบุริทั่วไป

ช่วงราคา

ราคาต่อหัวโดยเฉลี่ยจะอยู่ที่ประมาณ 200-500 บาท ขึ้นอยู่กับความพรีเมียมของวัตถุดิบที่เราเลือกท็อปปิ้งลงไปในชาม

เหมาะสำหรับคนมองหาร้านแบบไหน

ร้านนี้เหมาะมากสำหรับคนที่มองหาโซนที่นั่งเคาน์เตอร์ที่อยากได้ความตื่นเต้นและเห็นการจัดจานที่เชฟจะค่อยๆ คีบวัตถุดิบวางซ้อนกันทีละชั้นเหมือนกำลังสร้างหอคอยอาหารทะเล เหมาะสำหรับคนที่มาทานคนเดียวแล้วอยากโฟกัสกับการจัดการชามยักษ์ตรงหน้า หรือจะนัดเพื่อนสายถ่ายรูปมานั่งเรียงกันหน้าบาร์เพื่อเก็บภาพสวยๆ ก็ลงตัวสุดๆ ใครที่ชอบที่นั่งโซนเคาน์เตอร์แบบที่ให้ความรู้สึกแอคทีฟและมีอะไรให้ดูตลอดเวลา ร้านนี้ตอบโจทย์ความต้องการได้ดีเยี่ยม

Omakase Don by Teppen

เวลาทำการ

ทุกวัน 10:00–21:30 น.

ที่อยู่

ห้องเลขที่ KB305/2 Japan Avenue ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ 3rd FL ปทุมวัน เขตราชเทวี กรุงเทพมหานคร 10330