25 ร้านเนื้อวากิว (Wagyu) พรีเมียมในกรุงเทพฯ ที่สายเนื้อต้องปักหมุด

11.11.2025 (Updated: 01.04.2026)
25 ร้านเนื้อวากิว (Wagyu) พรีเมียมในกรุงเทพฯ ที่สายเนื้อต้องปักหมุด

ถ้าพูดถึงสุดยอดของเนื้อวัว จะไม่พูดถึงเนื้อว่ากิว (Wagyu) ไม่ได้เลย และถ้าอยากทานเนื้อเกรดพรีเมียม A5/A4 ที่นุ่มละมุนจนละลายในปาก เหมือนได้วาร์ปไปทานถึงญี่ปุ่นล่ะก็ จะพลาดบทความนี้ไม่ได้เลย เพราะเราได้รวบรวม 25 ร้านอาหารญี่ปุ่นชั้นเลิศทั่วกรุงเทพฯ ที่จัดเต็มเรื่องเนื้อวากิวคัดสรรจากญี่ปุ่นมาเสิร์ฟจนถึงโต๊ะ เตรียมตัวให้พร้อม แล้วไปอ่านกันเลย

1. YAKINIKU HIROSHIMA

YAKINIKU HIROSHIMA เป็นพิกัดลับย่านเอกมัยที่ตั้งอยู่บนถนนสุขุมวิท 42 ซึ่งสายเนื้อตัวจริงต้องแวะมาสัมผัสด้วยตัวเองสักครั้ง ตัวร้านตกแต่งในสไตล์ญี่ปุ่นร่วมสมัยที่ให้ความรู้สึกอบอุ่นและเป็นกันเอง พื้นที่ภายในจัดสัดส่วนได้ดีเหมาะทั้งการมานั่งกินข้าวกับครอบครัวหรือจะนัดแก๊งเพื่อนมาจัดปาร์ตี้ปิ้งย่างก็สนุกได้เต็มที่ ความพิเศษที่ทำให้ร้านนี้ดูต่างจากร้านอื่นคือการผสมผสานกลิ่นอายแบบญี่ปุ่นแท้ๆ เข้ากับบรรยากาศที่ดูผ่อนคลาย ไม่เกร็ง ทำให้การนั่งย่างเนื้อกลายเป็นช่วงเวลาที่เพลิดเพลินได้ตลอดทั้งคืน

เมนูของที่นี่เน้นคัดเฉพาะเนื้อวัวเกรดพรีเมียมมาเสิร์ฟ โดยเฉพาะเนื้อวากิวญี่ปุ่นที่มีลวดลายไขมันแทรกสวยงามจนแทบละลายในปาก เมนูซิกเนเจอร์ที่เรียกเสียงฮือฮาได้ทุกครั้งคือเค้กเนื้อวากิวหรือ Kuroge Wagyu Cake ที่จัดเลเยอร์เนื้อมาอย่างอลังการ เหมาะสำหรับสั่งมาสร้างคอนเทนต์หรือเซอร์ไพรส์วันเกิดแบบไม่ซ้ำใคร นอกจากนี้ยังมีเซตเนื้อรวมที่คุ้มค่าได้ลองหลายส่วนในจานเดียว หรือถ้าอยากเปลี่ยนรสชาติบ้าง แนะนำให้ลองสั่งมันปูย่างคานิมิโสะที่รสชาติเข้มข้น หอมมัน ทานคู่กับข้าวสวยร้อนๆ เข้ากันได้ดีมาก เครื่องเคียงและเมนูของทานเล่นก็ทำออกมาได้มาตรฐานญี่ปุ่นดั้งเดิม

สำหรับราคาเฉลี่ยต่อหัวจะอยู่ที่ประมาณ 500-1,000 บาท ซึ่งถือว่าเป็นระดับราคาที่คุ้มค่าและเข้าถึงได้ง่ายมากเมื่อเทียบกับคุณภาพของเนื้อวากิวที่ได้รับในย่านใจกลางเมืองแบบนี้

YAKINIKU HIROSHIMA

เวลาทำการ

ถนนสุขุมวิท 42 แขวงคลองเตย เขตคลองเตย กรุงเทพมหานคร 10110

ที่อยู่

ทุกวัน 11:00–23:00 น.

หน้ารายละเอียดร้าน

https://aroimaru.com/restaurants/yakiniku-hiroshima/

2. Genpukan Thonglor

Genpukan Thonglor เป็นร้านปิ้งย่างที่ส่งตรงสูตรลับความอร่อยมาจากเมืองฮากาตะ ซึ่งความพิเศษที่ทำให้ที่นี่แตกต่างจากร้านอื่นในย่านสุขุมวิท 55 คือการคงเอกลักษณ์ดั้งเดิมที่สืบทอดมายาวนานกว่า 75 ปี ภายในร้านตกแต่งแบบเรียบง่ายให้กลิ่นอายเหมือนหลุดเข้าไปนั่งกินเนื้อย่างอยู่ในญี่ปุ่นจริงๆ บรรยากาศมีความเป็นกันเองและดูคลาสสิก ไม่ได้เน้นความหรูหราจนเกร็ง ทำให้รู้สึกผ่อนคลายจะมานั่งสังสรรค์หลังเลิกงานหรือแวะมาฝากท้องช่วงดึกก็ตอบโจทย์มาก เพราะที่นี่เปิดให้บริการลากยาวไปจนถึงเที่ยงคืน แถมการเดินทางยังสะดวกมากเพราะอยู่ใกล้กับสถานีรถไฟฟ้า BTS ทองหล่อ ในระยะที่เดินถึงได้แบบสบายๆ

ความโดดเด่นที่ทำให้สายเนื้อต้องยอมจำนนคือคุณภาพของเนื้อวากิว (Wagyu) พันธุ์ขนดำ หรือ Kuroge Wagyu ที่คัดสรรส่งตรงมาจากฮอกไกโด โดยเนื้อแต่ละส่วนจะมีความนุ่มนวลและไขมันแทรกเป็นลายหินอ่อนที่สวยงามมาก แต่ทีเด็ดที่สุดซึ่งหาจากที่ไหนไม่ได้คือซอสหมักสูตรเฉพาะของทางร้านที่มีรสชาติกลมกล่อมเข้มข้น เมื่อนำเนื้อลงไปย่างบนเตาถ่านร้อนๆ กลิ่นหอมของซอสจะแทรกซึมเข้าไปในเนื้อช่วยชูรสชาติให้อร่อยยิ่งขึ้นโดยแทบไม่ต้องพึ่งน้ำจิ้มเพิ่มเติม เมนูที่ต้องสั่งเลยคือเนื้อส่วนยอดนิยมที่สไลด์มาในความหนาที่พอดีคำ เมื่อเคี้ยวแล้วจะสัมผัสได้ถึงความฉ่ำของเนื้อที่ผสมผสานกับความหวานของซอสหมักอย่างลงตัว

สำหรับการมาใช้บริการที่นี่สัดส่วนค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อหัวจะตกอยู่ที่ประมาณ 1,000-3,000 บาท ขึ้นอยู่กับชนิดของเนื้อที่เลือกสั่ง ซึ่งถือว่าเป็นระดับราคาที่คุ้มค่ามากสำหรับประสบการณ์การกินเนื้อวากิวเกรดพรีเมียมในย่านทองหล่อแบบออริจินัลแท้ๆ

Genpukan Thonglor

เวลาทำการ

ทุกวัน 12:00–0:00 น.

ที่อยู่

41, 43 ถ. ทองหล่อ แขวงคลองตันเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพมหานคร 10110

หน้ารายละเอียดร้าน

https://aroimaru.com/restaurants/genpukan-thonglor/

3. Yakiniku Kirabi

Yakiniku Kirabi เป็นจุดหมายปลายทางอันดับต้นๆ ของคนที่โหยหาเนื้อวากิวระดับพรีเมียมใจกลางสุขุมวิท โดยมีสาขาที่คุ้นเคยกันดีอย่างสุขุมวิท 23 และ 51 ให้ความรู้สึกเหมือนเราได้หลุดเข้าไปนั่งอยู่ในร้านปิ้งย่างแถวย่านกินซ่า บรรยากาศภายในเน้นความเรียบง่ายแต่แฝงไปด้วยความอบอุ่นตามสไตล์ญี่ปุ่นดั้งเดิม มีการจัดที่นั่งเป็นสัดส่วนให้ความเป็นส่วนตัวค่อนข้างดี เหมาะมากสำหรับการนัดเพื่อนฝูงมานั่งล้อมวงย่างเนื้อบนเตาถ่านร้อนๆ สิ่งที่ทำให้ที่นี่โดดเด่นกว่าใครคือความใส่ใจในการคัดเลือกเนื้อวัวดำญี่ปุ่นคุณภาพสูงที่ส่งตรงจากฟาร์มในญี่ปุ่นมาถึงร้านหลายรอบต่อสัปดาห์ เพื่อให้มั่นใจว่าลูกค้าจะได้สัมผัสความสดใหม่ของเนื้อในทุกคำที่คีบลงเตา

เมนูที่ถือเป็นหัวใจหลักและห้ามพลาดเด็ดขาดคือเซตเนื้อรวมที่รวมส่วนพรีเมียมอย่าง Kuroge Wagyu หลากหลายคัทมาให้ลองในจานเดียว โดยเฉพาะส่วนคารูบิที่มีลายหินอ่อนแทรกซึมอยู่อย่างสวยงามจนแทบไม่ต้องเคี้ยว เพราะเนื้อจะค่อยๆ ละลายในปากทิ้งไว้เพียงความหอมมันที่เป็นเอกลักษณ์ ความพิเศษอีกอย่างคือทางร้านจะเสิร์ฟเครื่องปรุงมาให้เลือกใช้ตามความชอบ ทั้งเกลือหิมาลายันและวาซาบิสดคุณภาพดี ซึ่งช่วยดึงรสชาติธรรมชาติของเนื้อวากิว (Wagyu) ออกมาได้ชัดเจนที่สุดโดยไม่ต้องพึ่งน้ำจิ้มรสจัดจ้านให้เสียอรรถรส นอกจากนี้ยังมีส่วนลิ้นวัวสไลด์ที่นุ่มเด้งกำลังดี เป็นอีกหนึ่งเมนูที่สายเนื้อย่างต่างยกนิ้วให้

สำหรับงบประมาณในการมาอิ่มอร่อยที่นี่ ช่วงราคาต่อหัวโดยเฉลี่ยจะเริ่มต้นตั้งแต่ 500 ไปจนถึง 1,500 บาทขึ้นไป ซึ่งถือว่าเป็นราคาที่คุ้มค่าสุดๆ เมื่อเทียบกับเกรดเนื้อระดับ A5 ที่ทางร้านตั้งใจนำเสนอให้คนรักเนื้อได้ลิ้มลองในราคาที่จับต้องได้จริงกลางเมืองกรุง

Yakiniku Kirabi

เวลาทำการ

จ.-ศ.16:00–23:00 น.

ส.-อา.12:00–23:00 น.

ที่อยู่

46 1 ซ. สุขุมวิท 51 แขวงคลองตันเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพมหานคร 10110

หน้ารายละเอียดร้าน

https://aroimaru.com/restaurants/yakiniku-kirabi-51/

4. Yakiniku Suzuki Beef BKK

Yakiniku Suzuki Beef BKK เป็นร้านเนื้อย่างลับๆ ที่ตั้งอยู่บนชั้น 2 ของอาคารเมเจอร์ ทาวเวอร์ ย่านทองหล่อ 10 ซึ่งให้บรรยากาศที่มีความเท่และขรึมในสไตล์อินดัสเทรียลลอฟท์เบาๆ ผสมผสานกับความเป็นญี่ปุ่นร่วมสมัยได้อย่างลงตัว ภายในร้านจัดวางที่นั่งให้ความรู้สึกเป็นส่วนตัวและดูแพงแต่เข้าถึงง่าย เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการมาดินเนอร์ในโอกาสพิเศษหรือจะมานั่งคุยงานไปพร้อมกับเสียงซู่ซ่าบนเตาถ่านก็ดูดีไม่แพ้กัน สิ่งที่ทำให้ร้านนี้โดดเด่นและต่างจากที่อื่นคือความเชี่ยวชาญในเรื่องเนื้อที่เป็นฟาร์มของตัวเองโดยตรงจากญี่ปุ่น ทำให้เราได้สัมผัสกับคุณภาพเนื้อที่ส่งตรงจากแหล่งผลิตแบบไม่ผ่านคนกลาง

เมนูที่จัดว่าเป็นไฮไลท์และต้องสั่งมาลองให้ได้คือเนื้อวากิว (Wagyu) สายพันธุ์ซูซูกิ ซึ่งเป็นเนื้อเกรดพรีเมียมที่มีจุดเด่นในเรื่องของความนุ่มและกลิ่นหอมเฉพาะตัวที่ชัดเจนมาก เมนูแนะนำคือ Suzuki Beef Set ที่รวมเอาเนื้อส่วนต่างๆ มาให้ได้ลิ้มลองความแตกต่างของเลเยอร์ไขมัน โดยเฉพาะเนื้อส่วนพรีเมียมที่มีลายหินอ่อนกระจายตัวอย่างละเอียด เมื่อนำไปย่างบนไฟที่พอเหมาะจะสัมผัสได้ถึงความฉ่ำที่ละลายในปากทันที นอกจากนี้ยังมีเมนูลิ้นวัวที่แล่มาได้หนาพอดีคำและสลัดเครื่องเคียงที่ช่วยตัดเลี่ยนได้เป็นอย่างดี ความพิเศษอีกอย่างคือตัวซอสสูตรเฉพาะที่ช่วยดึงรสหวานของเนื้อวากิวออกมาได้อย่างดี

สำหรับงบประมาณในการมาเปิดประสบการณ์กินเนื้อที่นี่ ช่วงราคาต่อหัวโดยเฉลี่ยจะอยู่ที่ประมาณ 1,500-3,000 บาทขึ้นไป แม้ราคาจะอยู่ในระดับพรีเมียมแต่เมื่อเทียบกับคุณภาพเนื้อจากฟาร์มเฉพาะที่หาทานยากในไทยแล้วถือว่าคุ้มค่าสำหรับคนรักเนื้อวัวตัวจริงอย่างแน่นอน

Yakiniku Suzuki Beef BKK

เวลาทำการ

ทุกวัน 11:30–14:00 น. และ 17:00–22:30 น.

ที่อยู่

682/5 ถ. สุขุมวิท แขวงคลองตัน เขตคลองเตย กรุงเทพมหานคร 10110

หน้ารายละเอียดร้าน

https://aroimaru.com/restaurants/yakiniku-suzuki-beef-bkk/

5. 298 Nikuya Yakiniku

298 Nikuya Yakiniku เป็นร้านลับที่ตั้งอยู่ในซอยสุขุมวิท 41 ซึ่งคนรักเนื้อวากิว (Wagyu) ต้องลองแวะมาให้ได้ เพราะความพิเศษของที่นี่คือเจ้าของร้านเป็นคนญี่ปุ่นที่มีฟาร์มวัวเป็นของตัวเองในจังหวัดโทคุชิม่า ทำให้เนื้อที่นำมาเสิร์ฟมีการคัดสรรคุณภาพอย่างเข้มข้นตั้งแต่ต้นทาง บรรยากาศภายในร้านตกแต่งได้อย่างทันสมัยและมีความเป็นส่วนตัวสูง เหมาะกับการมานั่งทานอาหารแบบสบายๆ ไม่วุ่นวาย ไม่ว่าจะมาเป็นคู่หรือมากับกลุ่มเพื่อนก็ให้ความรู้สึกผ่อนคลายและได้รับบริการที่ใส่ใจเหมือนลูกค้าระดับวีไอพี

เมนูเด่นที่ทำให้ใครหลายคนติดใจคือเนื้อวากิวสายพันธุ์อาวะ (Awagyu) ที่ขึ้นชื่อเรื่องความนุ่มและรสชาติที่หวานละมุนลิ้น เมนูที่จัดว่าต้องสั่งคือ Prime Short Rib และ Prime Loin ที่มีลายหินอ่อนกระจายตัวสวยงาม ย่างบนเตาจนสุกกำลังดีแล้วทานคู่กับข้าวสวยร้อนๆ หรือข้าวหน้าต้นหอมสูตรพิเศษของร้านจะฟินมาก นอกจากเนื้อปิ้งย่างแล้ว ที่นี่ยังมีเมนูแฮมเบิร์กเนื้อวากิวที่ฉ่ำวาวและนุ่มจนแทบไม่ต้องเคี้ยว รวมถึงเครื่องเคียงอย่างกิมจิที่มีรสชาติเผ็ดเปรี้ยวลงตัวช่วยตัดเลี่ยนได้เป็นอย่างดี ความใส่ใจในรายละเอียดของเจ้าของร้านชาวญี่ปุ่นที่พร้อมจะนำเนื้อสดๆ ออกมาโชว์ให้ดูถึงที่โต๊ะยังเป็นเสน่ห์ที่ทำให้การมาทานที่นี่มีเรื่องราวกว่าร้านทั่วไป

สำหรับช่วงราคาต่อหัวโดยเฉลี่ยในการมาลิ้มรสเนื้อวากิวพรีเมียมที่นี่ จะเริ่มต้นอยู่ที่ประมาณ 1,000-2,000 บาทขึ้นไป โดยขึ้นอยู่กับเซตหรือประเภทของเนื้อที่เราเลือกสั่ง ซึ่งถ้าเทียบกับคุณภาพเนื้อที่ส่งตรงจากฟาร์มเฉพาะตัวแบบนี้ถือว่าเป็นราคาที่คุ้มค่าและน่าประทับใจมาก

298 Nikuya Yakiniku

เวลาทำการ

ทุกวัน 11:30–23:00 น.

ที่อยู่

2/34 ซ สุขุมวิท 41 แขวงคลองตันเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพมหานคร 10110

หน้ารายละเอียดร้าน

https://aroimaru.com/restaurants/298-nikuya-yakiniku/

6. Oniku to Gohan Thonglor

Oniku to Gohan Thonglor เป็นพิกัดลับในซอยทองหล่อ 13 ที่สายปิ้งย่างต้องหลงรักด้วยแนวคิดหลักที่แปลกใหม่ตามชื่อร้านนั่นคือการเสิร์ฟเนื้อดีคู่กับข้าวสวยร้อนๆ ภายในร้านตกแต่งในสไตล์โมเดิร์นที่ผสมผสานความอบอุ่นแบบญี่ปุ่นได้อย่างลงตัว มีการจัดที่นั่งแบบบาร์ที่ทำให้เราได้เห็นเชฟเตรียมเนื้อสดๆ อย่างใกล้ชิด หรือจะเลือกโซนโต๊ะนั่งแยกเพื่อความเป็นส่วนตัวก็ได้เช่นกัน บรรยากาศมีความเป็นกันเองสูงและไม่วุ่นวายจนเกินไป สิ่งที่ทำให้ที่นี่ต่างจากร้านอื่นคือความพิถีพิถันในการหุงข้าวด้วยหม้อหุงข้าวโบราณแบบญี่ปุ่นเพื่อให้ได้เมล็ดข้าวที่นุ่มหนึบพอดี เหมาะที่สุดสำหรับการวางเนื้อย่างฉ่ำๆ ลงไปด้านบน

เมนูไฮไลท์ที่สร้างชื่อให้ร้านนี้คือเนื้อวากิว (Wagyu) เกรดคัดพิเศษที่มีลายหินอ่อนแทรกละเอียด โดยเฉพาะส่วนซี่โครงและเนื้อส่วนพรีเมียมที่ถูกนำมาสไลด์เป็นแผ่นบางขนาดใหญ่พอดีคำ เมื่อย่างบนเตาจนสุกพอดีแล้วนำมาวางท็อปบนข้าวสวยที่หุงมาใหม่ๆ จะได้รสสัมผัสที่ผสมผสานระหว่างความหวานของไขมันวัวและความนุ่มของข้าวได้อย่างมหัศจรรย์ นอกจากนี้ยังมีเมนูซิกเนเจอร์อย่างไข่ดองโชยุที่เสิร์ฟมาเพื่อเพิ่มความนุ่มนวลให้กับเนื้อ และเนื้อดิบปรุงรสหรือยุกเกะที่ความสดใหม่ช่วยเปิดต่อมรับรสได้ดีเยี่ยม ความใส่ใจในรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ อย่างน้ำจิ้มสูตรลับที่ช่วยชูรสเนื้อวากิวให้เด่นชัดขึ้นเป็นหัวใจหลักที่ทำให้คนรักเนื้อต้องกลับมาซ้ำ

สำหรับงบประมาณในการมาอิ่มอร่อยที่ร้านนี้ ช่วงราคาต่อหัวโดยเฉลี่ยจะอยู่ที่ประมาณ 1,500-3,000 บาท ซึ่งถือว่าเป็นราคาที่คุ้มค่ามากสำหรับคุณภาพของเนื้อวากิวระดับท็อปและการจับคู่รสชาติที่สมบูรณ์แบบระหว่างเนื้อกับข้าวในใจกลางย่านทองหล่อแบบนี้

Oniku to Gohan Thonglor

เวลาทำการ

ทุกวัน 11:30–15:00 น. และ 17:00–23:00 น.

ที่อยู่

No.88 Room.1, B3 ซ. สุขุมวิท 53 แขวงคลองตันเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพมหานคร 10110

หน้ารายละเอียดร้าน

https://aroimaru.com/restaurants/oniku-to-gohan-thonglor/

7. Besuke Beef tongue Restaurant

Besuke Beef tongue Restaurant เป็นร้านเฉพาะทางที่เน้นความเชี่ยวชาญด้านลิ้นวัวและเนื้อคุณภาพสูง ตั้งอยู่ย่านสุขุมวิท 49 ซึ่งให้กลิ่นอายแบบร้านอาหารในเมืองเซนไดประเทศญี่ปุ่นอย่างแท้จริง ภายในร้านตกแต่งแบบเรียบง่ายเน้นความอบอุ่นด้วยวัสดุไม้และการจัดแสงที่ทำให้รู้สึกผ่อนคลาย จุดเด่นที่ต่างจากร้านปิ้งย่างทั่วไปคือการเป็นร้านสไตล์กินดื่มที่เน้นความประณีตในการปรุงรสชาติแบบดั้งเดิม บรรยากาศมีความเป็นส่วนตัวและเงียบสงบกว่าร้านยากินิกุสายปาร์ตี้ เหมาะมากสำหรับใครที่อยากนั่งละเลียดรสชาติเนื้อวากิว (Wagyu) ในบรรยากาศที่ดูเป็นผู้ใหญ่และมีความคลาสสิก

เมนูซิกเนเจอร์ที่ไม่สั่งถือว่ามาไม่ถึงคือลิ้นวัวย่างถ่านที่ทางร้านคัดเฉพาะส่วนโคนลิ้นที่มีความนุ่มและหนึบกำลังดี นำมาบ่มจนได้รสชาติที่เข้มข้นก่อนจะย่างด้วยไฟแรงจนหอมกรุ่น นอกจากเรื่องลิ้นวัวที่เป็นตัวชูโรงแล้ว เมนูเนื้อวากิวระดับพรีเมียมของที่นี่ก็น่าประทับใจไม่แพ้กัน โดยเฉพาะการนำเนื้อส่วนที่มีไขมันแทรกสวยงามมาปรุงเป็นสเต็กหรือทานคู่กับข้าวสวยญี่ปุ่นที่หุงมาอย่างดี รสสัมผัสของเนื้อมีความชุ่มฉ่ำและละลายในปากได้อย่างนุ่มนวล รวมถึงยังมีเมนูต้มลิ้นวัวในซุปใสที่เคี่ยวจนเปื่อยซึ่งหาทานรสชาติแบบต้นตำรับนี้ได้ยากในกรุงเทพฯ ความพิถีพิถันในการดึงรสชาติธรรมชาติของวัตถุดิบออกมาคือเสน่ห์หลักของเมนูที่นี่

สำหรับค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อหัวจะอยู่ที่ประมาณ 800-1,500 บาท ซึ่งถือว่าเป็นราคาที่คุ้มค่ามากเมื่อเทียบกับความเฉพาะทางของวัตถุดิบและฝีมือการปรุงที่หาตัวจับยากในย่านใจกลางสุขุมวิทแบบนี้ เป็นพิกัดที่สายเนื้อวากิวต้องลองมาสัมผัสความต่างดูสักครั้ง

Besuke Beef tongue Restaurant

เวลาทำการ

ทุกวัน 11:00–14:00 น. และ 17:00–22:00 น.

ที่อยู่

3/2 ถ. สุขุมวิท แขวงคลองตันเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพมหานคร 10110

หน้ารายละเอียดร้าน

https://aroimaru.com/restaurants/besuke-beef-tongue/

8. Nikusho

Nikusho เป็นร้านยากินิกุที่คนรักเนื้อญี่ปุ่นหลายคนยกให้เป็นเซฟโซนเพราะคุณภาพที่ได้นั้นเกินราคาไปมาก โดยเฉพาะสาขาสุขุมวิท 31 ที่ให้บรรยากาศเหมือนร้านปิ้งย่างย่านที่พักอาศัยในญี่ปุ่นจริงๆ ภายในร้านตกแต่งแบบเรียบง่ายเน้นการใช้งานจริง มีความคึกคักของลูกค้าทั้งชาวไทยและชาวญี่ปุ่นที่แวะเวียนมาไม่ขาดสาย จุดที่ทำให้ร้านนี้โดดเด่นและต่างจากที่อื่นคือการจัดโปรโมชั่นที่หมุนเวียนมาเอาใจสายเนื้ออยู่ตลอด ทำให้เราสามารถเอ็นจอยกับเนื้อเกรดสูงได้ในบรรยากาศที่ไม่เกร็ง จะนัดเพื่อนมาคุยงานหรือกินข้าวกับครอบครัวในวันหยุดก็ดูลงตัวไปหมด

เมนูไฮไลท์ที่ต้องสั่งมาวางบนเตาถ่านคือเนื้อวากิว (Wagyu) ระดับ A5 ที่คัดส่วนลายหินอ่อนสวยๆ มาเสิร์ฟแบบชิ้นหนากำลังดี เมื่อย่างบนไฟแรงจากถ่านไม้จะส่งกลิ่นหอมเย้ายวนและให้สัมผัสที่นุ่มละลายในปากแบบไม่ต้องเคี้ยวเยอะ เมนูซิกเนเจอร์ที่คุ้มค่าสุดๆ ต้องยกให้เซตเนื้อรวมสารพัดส่วนที่ทำให้เราได้เปรียบเทียบรสสัมผัสที่แตกต่างกันของวัวแต่ละคัท หรือหากใครไปช่วงกลางวันเขาก็มีเซตมื้อเที่ยงที่จัดเต็มเนื้อพรีเมียมมาให้ในราคาที่เห็นแล้วต้องตกใจ ความพิเศษอีกอย่างคือบางสาขาจะมีตัวเลือกแบบบุฟเฟต์ที่รวมเนื้อเกรดท็อปไว้ให้สายกินจุได้ฟินกันแบบไม่อั้น

ส่วนเรื่องงบประมาณในการมาอิ่มอร่อยที่นี่ ช่วงราคาต่อหัวโดยเฉลี่ยจะตกอยู่ที่ประมาณ 500-1,200 บาท ซึ่งถือเป็นเรทราคาที่หาได้ยากสำหรับเนื้อวากิวคุณภาพระดับนี้ในย่านใจกลางเมือง เป็นอีกหนึ่งร้านที่ตอบโจทย์คำว่าอร่อยและคุ้มค่าได้อย่างแท้จริง

Nikusho

เวลาทำการ

ทุกวัน 11:00–22:00 น.

ที่อยู่

12 สุขุมวิท 31 แขวงคลองเตยเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพมหานคร 10110

หน้ารายละเอียดร้าน

https://aroimaru.com/restaurants/niku-sho/

9. Ginzado

Ginzado เป็นร้านยากินิกุระดับตำนานที่ขึ้นชื่อเรื่องมาตรฐานความอร่อยแบบญี่ปุ่นแท้ๆ ซึ่งใครที่เคยแวะไปสาขาสุขุมวิท 26 หรือทองหล่อจะสัมผัสได้ถึงความเรียบง่ายแต่แฝงด้วยความจริงจังในการเสิร์ฟเนื้อ บรรยากาศภายในร้านให้ความรู้สึกอบอุ่นเหมือนร้านปิ้งย่างในย่านธุรกิจของญี่ปุ่นที่เหล่าพนักงานออฟฟิศและครอบครัวชาวญี่ปุ่นมักจะมาจับจองที่นั่งกันจนเต็ม สิ่งที่ทำให้ร้านนี้พิเศษกว่าที่อื่นคือการจัดการพื้นที่ให้ดูโปร่งนั่งสบายและระบบระบายอากาศที่ทำออกมาได้ดีมาก ทำให้เราสามารถนั่งละเลียดรสชาติเนื้อได้อย่างเต็มที่โดยไม่ต้องกังวลเรื่องกลิ่นติดตัวมากนัก ถือเป็นพิกัดที่สายเนื้อวากิว (Wagyu) ต้องลิสต์ไว้ในดวงใจเพราะความสม่ำเสมอของรสชาติที่คงที่มาตลอดหลายปี

เมนูไฮไลท์ที่สร้างชื่อเสียงให้ร้านนี้อย่างมากคือเซตมื้อกลางวันที่จัดเต็มความคุ้มค่าแบบหาตัวจับยาก โดยในชุดจะเสิร์ฟเนื้อส่วนคัดพิเศษที่มีลายไขมันแทรกสวยงาม มาพร้อมกับข้าว ซุป และเครื่องเคียงอย่างกิมจิกับผักปรุงรสที่เติมได้ตลอดจนกว่าจะอิ่ม แต่ถ้าใครอยากสัมผัสความฟินขั้นสุดในช่วงมื้อค่ำ แนะนำให้สั่งเนื้อวากิวระดับ A5 มาลงเตาถ่านร้อนๆ ซึ่งเนื้อของที่นี่จะถูกแล่มาในความหนาที่พอเหมาะ เมื่อย่างจนได้ที่เนื้อจะมีความนุ่มนวลและชุ่มฉ่ำของน้ำมันวัวที่หอมฟุ้งกระจายไปทั่วปาก เมนูที่พลาดไม่ได้คือเนื้อส่วนซี่โครงหรือคารูบิที่สไลด์มาอย่างประณีต รวมถึงลิ้นวัวคุณภาพดีที่เคี้ยวสนุกและเข้ากับน้ำจิ้มสูตรลับของทางร้านได้อย่างลงตัว

สำหรับการมาทานที่นี่ในช่วงเวลาปกติ งบประมาณเฉลี่ยต่อหัวจะเริ่มต้นอยู่ที่ประมาณ 500-1,200 บาท ซึ่งถือว่าเป็นระดับราคาที่สมเหตุสมผลและคุ้มค่าอย่างเหลือเชื่อเมื่อเทียบกับเกรดของเนื้อพรีเมียมและความพิถีพิถันที่ทางร้านมอบให้ในทุกจานที่เสิร์ฟถึงโต๊ะ

Ginzado

เวลาทำการ

ทุกวัน 11:30–23:00 น.

ที่อยู่

53 1 สุขุมวิท 26 แขวงคลองตัน เขตคลองเตย กรุงเทพมหานคร 10110

10. Yakiniku EN

Yakiniku EN เป็นร้านปิ้งย่างพิกัดลับที่ซ่อนตัวอยู่ในโครงการ Taka Town ย่านสุขุมวิท 39 ซึ่งให้บรรยากาศที่เงียบสงบและเป็นส่วนตัวกว่าร้านในย่านใจกลางเมืองทั่วไป ภายในร้านออกแบบมาให้โปร่งโล่งนั่งสบาย มีระบบจัดการควันที่ทำออกมาได้ดีเยี่ยมช่วยให้สายกินไม่ต้องกังวลเรื่องกลิ่นปิ้งย่างติดตัวหลังทานเสร็จ ความโดดเด่นที่ทำให้ชาวญี่ปุ่นในย่านนี้แวะเวียนมาไม่ขาดสายคือความรู้สึกเป็นกันเองเหมือนนั่งทานข้าวอยู่ในบ้านเพื่อน แถมการเดินทางยังสะดวกและมีที่จอดรถรองรับแบบกว้างขวาง เหมาะสำหรับการนัดมาล้อมวงปิ้งเนื้อชิลๆ ในวันหยุดหรือหลังเลิกงาน

เมนูเด็ดที่ห้ามพลาดคือบรรดาเนื้อวากิว (Wagyu) เกรดคัดพิเศษที่มีลายไขมันแทรกสวยงามสม่ำเสมอ โดยทางร้านเน้นการเสิร์ฟแบบอาลาคาร์ทที่เปิดโอกาสให้เราเลือกสั่งเฉพาะส่วนที่ชอบได้ตามใจชอบ ไม่ว่าจะเป็นเนื้อส่วนซี่โครงที่นุ่มละมุนหรือเนื้อส่วนสันนอกที่ได้รสสัมผัสเข้มข้น เมื่อวางลงบนเตาถ่านร้อนๆ กลิ่นหอมของมันวัวจะฟุ้งกระจายช่วยเรียกน้ำย่อยได้ดีมาก นอกจากเนื้อวัวแล้วที่นี่ยังมีตัวเลือกอย่างเนื้อหมูคุณภาพและอาหารทะเลสดๆ สำหรับคนที่อยากเปลี่ยนรสชาติ รวมถึงน้ำจิ้มสูตรเฉพาะที่ช่วยชูรสชาติของเนื้อให้ออกมากลมกล่อมที่สุดโดยไม่กลบกลิ่นหอมธรรมชาติของเนื้อวัวพรีเมียม

สำหรับงบประมาณในการมาลิ้มรสความอร่อยที่ร้านนี้ ช่วงราคาต่อหัวโดยเฉลี่ยจะอยู่ที่ประมาณ 500-1,000 บาท ซึ่งนับว่าเป็นระดับราคาที่คุ้มค่ามากเมื่อเทียบกับมาตรฐานวัตถุดิบและความสดใหม่ที่ทางร้านคัดสรรมาเสิร์ฟให้คนรักเนื้อได้ฟินกันแบบเต็มอิ่มในย่านสุขุมวิทอัพเปอร์คลาสแบบนี้

Yakiniku EN

เวลาทำการ

ทุกวัน 11:00–23:00 น.

ที่อยู่

เลขที่ 18 ห้องเลขที่ A107 Bambini Villa 108 ชั้น 1 ซ. อรรถกระวี 1 แขวงคลองตัน เขตคลองเตย กรุงเทพมหานคร 10110

11. Wagyu Yakiniku Ken

Wagyu Yakiniku Ken ร้านนี้เป็นที่รู้จักกันดีในเรื่องของบุฟเฟต์ปิ้งย่างที่รวมความหรูหราของการทานเนื้อวากิวคุณภาพสูงเข้ากับการกินแบบบุฟเฟต์ได้ลงตัว จุดเด่นที่ทำให้ร้านนี้โดดเด่นคือการใช้เนื้อวากิวแท้ๆ นำเข้าจากญี่ปุ่นมาให้เลือกหลากหลายส่วน ทั้งแบบอะลาคาร์ท และบุฟเฟต์ เฉพาะคอร์สบุฟเฟต์พรีเมียมที่หลายคนแนะนำว่าคุ้มค่ามาก เพราะได้ทานเนื้อวากิวลายสวยๆ สดใหม่ ย่างบนเตาถ่านที่ช่วยดึงความหอมและรสชาติของเนื้อออกมาได้อย่างเต็มที่ แถมในบุฟเฟต์ยังมีซีฟู้ดสดๆ ให้เลือกสั่งมาตัดเลี่ยนได้อีกด้วย บรรยากาศร้านตกแต่งสไตล์โมเดิร์นผสมญี่ปุ่น มีความเป็นส่วนตัวสูง เพราะมีห้องส่วนตัวให้บริการ ทำให้เหมาะกับการมาทานเป็นกลุ่ม หรือมาเดทแบบโรแมนติก ทำเลก็สะดวก อยู่ย่านถนนเพชรบุรีตัดใหม่ มีที่จอดรถสะดวกสบายอีกด้วย ร้านตั้งอยู่ที่ถนนเพชรบุรีตัดใหม่ ราคาต่อหัวสำหรับบุฟเฟต์เริ่มต้นประมาณ 999 บาท ถึง 1,461 บาท

Wagyu Yakiniku Ken

เวลาทำการ

ทุกวัน 17:00–23:00 น.

ที่อยู่

1938 ถ. เพชรบุรีตัดใหม่ Bangkapi, เขตห้วยขวาง กรุงเทพมหานคร 10310

12. Yakiniku Sudo Bangkok

ร้านนี้ไม่ได้เป็นแค่ร้านยากินิกุธรรมดา แต่เป็นยากินิกุสไตล์โอมากาเสะที่ดังมากจากเมืองฟุกุโอกะ ให้ได้นั่งสบายๆ ดูเชฟย่างเนื้อพรีเมียมให้คำต่อคำเลยทีเดียว จุดเด่นของร้านคือการเสิร์ฟเนื้อเป็นคอร์สโอมากาเสะ ทำให้เราได้ลิ้มลองเนื้อหลายส่วนที่คัดสรรมาอย่างพิถีพิถัน ทั้งเนื้อวัวไทยคุณภาพสูง และไฮไลต์อย่างเนื้อวากิว Arita Wagyu จากญี่ปุ่นที่สดใหม่ ไม่ผ่านการแช่แข็ง เชฟจะย่างเนื้อทุกชิ้นด้วยความแม่นยำสไตล์ญี่ปุ่น เพื่อดึงเอาความหอม นุ่ม และรสชาติแท้ๆ ของเนื้อออกมาให้ได้มากที่สุด เมนูที่คนพูดถึงกันเยอะคือ Chateaubriand Sandwich แซนด์วิชเนื้อสันในที่นุ่มที่สุด และยุกเกะ (Yukke) ร้านตั้งอยู่ที่ชั้น 2 โครงการนิฮอนมาชิ ซอยสุขุมวิท 26 ราคาต่อหัวสำหรับคอร์สโอมากาเสะเริ่มต้นประมาณ 2,200 บาท ขึ้นไป

Yakiniku Sudo Bangkok

เวลาทำการ

ทุกวัน 11:00–21:00 น.

ที่อยู่

ชั้น 2 ห้อง 206 โครงการนิฮอนมาชิ เลขที่ 115 207 สุขุมวิท 26 แขวงคลองตัน เขตคลองเตย กรุงเทพมหานคร 10110

13. Maruryu Ito Yakiniku

ร้านปิ้งย่างแห่งนี้มีชื่อเสียงในการนำเข้าเนื้อโอมิ (Omi Beef ) หนึ่งในสามเนื้อวากิวที่มีชื่อเสียงที่สุดของญี่ปุ่น และเป็นเนื้อที่หายากสุดๆ เพราะมีการผลิตในปริมาณจำกัดในแต่ละปี จุดเด่นของร้านคือความพรีเมียมของเนื้อโอมิวากิวที่ลายหินอ่อนสวยจัด นุ่มชุ่มฉ่ำจนแทบละลายในปาก เมนูเนื้อพรีเมียมที่พลาดไม่ได้ก็คือ Omi Beef Premium Ribs, Omi Beef Brisket และ Omi Beef Premium Loin ที่รสชาติเข้มข้น หอมกลิ่นเนื้อสุดๆ นอกจากนี้ยังมีเครื่องเคียงเด็ดๆ อย่างกิมจิรวมและบิบิมบับที่อร่อยกลมกล่อมไม่แพ้กัน ร้านตั้งอยู่ในซอยสุขุมวิท 23 ที่สำคัญคือมักจะมีโปรโมชันราคาพิเศษให้ได้ลิ้มลองเนื้อเกรดพรีเมียมในราคาที่คุ้มค่าอีกด้วย ราคาต่อหัวประมาณ 1,000 บาท ขึ้นไป

Maruryu Ito Yakiniku

เวลาทำการ

จ.-พ.,ศ.-อา.17:00–23:00 น., ปิดทุกวันพฤหัสบดี

ที่อยู่

120, 1-2 ซ. สุขุมวิท 23 แขวงคลองเตยเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพมหานคร 10110

14. NIKU NIKU Japanese BBQ

ร้านนี้มาแรงมากในย่านพระโขนง ด้วยบรรยากาศร้านที่ตกแต่งสวยงาม ให้ความรู้สึกเหมือนวาร์ปไปกินปิ้งย่างที่ญี่ปุ่น จุดเด่นที่ทำให้สายเนื้อกรี๊ดคือโปรโมชันสุดคุ้มของเนื้อวากิวA5 ที่จัดมาให้ในราคาที่เรียกว่าคุ้มแสนคุ้ม โดยเฉพาะเซ็ตเนื้อวากิว A5 ที่จะได้ลองเนื้อหลายส่วนแบบจัดเต็ม เนื้อวากิว A5 ที่นี่คือนำเข้าจากคาโกชิมะ ลายไขมันสวย นุ่มละลายในปากแบบไม่ต้องเคี้ยวเยอะเลย อีกอย่างที่ว้าวมากคือที่นี่มีบริการย่างเนื้อให้ด้วยนะ ทำให้เนื้อทุกชิ้นสุกกำลังดี ไม่ต้องกลัวพลาดเลย นอกจากเนื้อวากิวแล้ว ที่ร้านยังมีเมนูอื่นๆ ให้เลือกอีกเพียบ ทั้งเนื้อหมูคุโรบุตะ ซีฟู้ด หรือเมนูทานเล่นอย่างยุกเกะชีสที่เป็นซิกเนเจอร์ก็อร่อยแสงออกปาก ร้านตั้งอยู่ใกล้ BTS พระโขนง ราคาต่อหัวเริ่มต้นประมาณ 599-799 บาทขึ้นไป

NIKU NIKU Japanese BBQ

เวลาทำการ

ทุกวัน 11:00–0:00 น.

ที่อยู่

1056 ถ. สุขุมวิท แขวงพระโขนง เขตคลองเตย กรุงเทพมหานคร 10110

15. Wagyu Shin Bangkok

ร้านนี้ซ่อนตัวอยู่ในซอยเอกมัย 10 บรรยากาศอบอุ่น เหมือนเป็นบ้านสองชั้นที่ถูกแปลงมาเป็นร้านอาหารญี่ปุ่น จุดเด่นของร้านคือการใช้ Kobe Wine Beef ซึ่งเป็นวากิวคุณภาพเยี่ยมที่ได้จากวัวที่เลี้ยงด้วยกากไวน์ ทำให้เนื้อมีรสชาติและกลิ่นที่เป็นเอกลักษณ์ เมนูเด่นๆ ของที่นี่จะเน้นอาหารญี่ปุ่นที่ใช้เนื้อวากิวเป็นพระเอก เช่น เนื้อโกเบโรสบีฟเย็นที่สไลซ์มาบางๆ หรือแกงกะหรี่เนื้อตุ๋น 6 ชั่วโมง ที่เนื้อนุ่มละลายในปากสุดๆ และยังมีเมนูเทปันยากิ (Teppanyaki) ที่โชว์ลีลาการย่างเนื้อชั้นยอดให้ได้ชมกันด้วย เจ้าของร้านเป็นคนญี่ปุ่น ทำให้รสชาติและบริการได้มาตรฐานญี่ปุ่นแท้ๆ แถมวัตถุดิบก็คัดสรรมาอย่างดี ใครที่อยากลอง Kobe Wine Beef ในหลากหลายเมนู ทั้งแบบโรสบีฟ หรือแบบทอดเทมปุระ ต้องมาลองที่นี่ ราคาต่อหัวประมาณ 1,000 บาทขึ้นไป

Wagyu Shin Bangkok

เวลาทำการ

ทุกวัน 17:00–23:00 น.

ที่อยู่

110/17 Ekkamai10, ซอย เอกมัย 10 แขวงพระโขนงเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพมหานคร 10110

16. Yakiniku Maeda

มาต่อกันที่ร้านยากินิกุที่ขึ้นชื่อเรื่องการคัดสรรเนื้อ Kuroge Wagyu เกรด A4 และ A5 จากเมืองมิยาซากิ เนื้อของที่นี่จะถูกเสิร์ฟพร้อมลายไขมันแทรกสวยงามเหมือนลายหินอ่อนสีชมพู พอเอาลงเตาย่างแล้วจะได้ความหวานฉ่ำ นุ่มละมุนจนละลายในปาก จุดเด่นของที่นี่คือเมนูเนื้อที่หลากหลาย เฉพาะส่วนที่หาทานยากตามร้านทั่วไปอย่างสันคอ หรือเนื้อส่วนไหล่ ที่รสชาติและสัมผัสแตกต่างกันไปตามเอกลักษณ์ของแต่ละส่วน นอกจากนี้ทางร้านยังมีเซ็ตมื้อกลางวันในมื้อกลางวันที่ราคาดีมากๆ และเซ็ตเนื้อวากิวพรีเมียมชุดใหญ่ที่จัดเต็มเนื้อหลายส่วนในราคาคุ้มค่าด้วย ร้านนี้มีหลายสาขา เช่น ดองกิ มอลล์ ทองหล่อ ราคาต่อหัวสำหรับเซ็ตมื้อกลางวันเริ่มต้นหลักร้อย แต่ถ้าจัดเต็ม Wagyu A4/A5 ราคาจะอยู่ที่ประมาณ 1,000 บาทขึ้นไป

Yakiniku Maeda

เวลาทำการ

ทุกวัน 11:30–22:00 น.

ที่อยู่

ห้องเลขที่ 307 Donki Mall Thonglor ชั้น 3 107 ซ. สุขุมวิท 63 แขวงคลองตันเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพมหานคร 10110

17. Homura Wagyu

ที่นี่ไม่ใช่แค่ร้านปิ้งย่างธรรมดา แต่เป็นโอมากาเสะเนื้อวากิวสไตล์คัปโปะ ที่นำเสนอเนื้อวากิวที่ดีที่สุดของญี่ปุ่นผ่านฝีมือเชฟระดับเซียน จุดเด่นที่ไม่เหมือนใครคือการใช้เนื้อวากิว A5 สดๆ ที่นำเข้ามาทั้งตัวจากเมืองโยเนซาว่า หนึ่งในสามแหล่งเนื้อวัวชั้นดีที่สุดของญี่ปุ่น เนื้อจะถูกเสิร์ฟเป็นคอร์สตามฤดูกาล ผสมผสานกับวัตถุดิบญี่ปุ่นพิเศษอื่นๆ เมนูจะมีการปรับเปลี่ยนอยู่เสมอ ไฮไลต์ที่ต้องสั่งเพิ่มคือ Wagyu Katsu Sando ที่ใช้เนื้อชาโตบริยอง (Chateaubriand) ชุบแป้งทอดอย่างดี ประกบด้วยขนมปังทำเอง บอกเลยว่านุ่ม ฉ่ำ ละลายในปากจนลืมไม่ลง นอกจากนี้ บรรยากาศร้านยังหรูหรา สง่างามสไตล์ญี่ปุ่น มีเคาน์เตอร์ให้ได้ชมเชฟทำอาหารอย่างใกล้ชิด ราคาต่อหัวสำหรับคอร์สเริ่มต้นประมาณ 4,800++ บาท ถึง 6,800++ บาท

Homura Wagyu

เวลาทำการ

อ.-อา.17:30–22:00 น., ปิดทุกวันจันทร์

ที่อยู่

5 7 ถ. เย็นอากาศ แขวงช่องนนทรี เขตยานนาวา กรุงเทพมหานคร 10120

18. Shishitei Sukiyaki Shabu

สำหรับใครที่อยากทานเนื้อวากิวคุณภาพสูงแบบละลายในปากในสไตล์สุกี้ยากี้หรือชาบูแบบญี่ปุ่นแท้ๆ ต้องมาที่ร้าน Shishitei Sukiyaki Shabu ที่นี่เรียกได้ว่าเป็นสวรรค์ของคนรักเนื้อวากิวมิยาซากิ A5 ที่การันตีคุณภาพระดับรางวัลชนะเลิศจากการประกวดเนื้อในญี่ปุ่นเลย จุดเด่นที่ทำให้ร้านนี้ไม่เหมือนใครคือเมนูสุกี้ยากี้สไตล์คันไซแบบดั้งเดิม ที่จะมีพนักงานคอยบริการปรุงให้ถึงโต๊ะ เนื้อวากิวA5 ที่นี่มาพร้อมลายหินอ่อนสวยงาม แผ่นใหญ่เต็มคำ จุ่มในน้ำซุปสุกี้ยากี้สูตรลับของร้าน แล้วจิ้มกับไข่ดิบสดๆ บอกเลยว่านุ่มละมุนจนใจละลาย นอกจากสุกี้แล้ว กิวคัตสึ (Gyu Katsu) ก็เป็นอีกเมนูที่หลายคนแนะนำว่าดีงามไม่แพ้กัน ราคาต่ออยู่ที่ประมาณ 1,000 บาท ขึ้นไป

Shishitei Sukiyaki Shabu

เวลาทำการ

จ.-ศ. 11:30–13:30 น. และ 17:00–21:30 น.

ส.-อา. 11:30–21:30 น.

ที่อยู่

111/3 ซอย เอกมัย 5 แขวงคลองตันเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพมหานคร 10110

19. Sumi Tei Yakiniku

Sumi Tei Yakiniku ร้านยากินิกุร้ที่เป็นตำนานความพรีเมียม เพราะร้านเสิร์ฟ Imperial Wagyu A5 ที่มีใบรับรองคุณภาพทุกจาน จุดเด่นที่ทำให้ร้านนี้คือที่สุดของสายเนื้อคือคุณภาพเนื้อ A5 ที่ลายไขมันสวยงามเหมือนงานศิลปะ ย่างไฟเบาๆ ก็จะนุ่มฉ่ำ ละลายในปากแทบไม่ต้องเคี้ยวเลย เมนูที่ห้ามพลาดคือ The Imperial Set ที่รวมสุดยอดเนื้อ A5 คัดพิเศษไว้ หรือถ้าใครเป็นสายบุฟเฟต์ ต้องคอยติดตามโปรโมชันพิเศษ เพราะบางครั้งเขามีบุฟเฟต์เนื้อ A5 แบบไม่อั้นออกมาให้จัดหนักด้วย ร้านนี้มีบรรยากาศหรูหราแบบส่วนตัว เน้นการทานแบบอะลาคาร์ทเป็นหลัก แต่ก็มีเมนูอื่นๆ ที่คุณภาพดี เช่น Tokujyo Tan Shio ที่หนึบเด้งอร่อยจนต้องสั่งซ้ำ ร้านตั้งอยู่ที่ J-Avenue ซอยทองหล่อ 13 มีราคาต่อหัวค่อนข้างสูง เมนูอะลาคาร์ทเริ่มต้นที่ 300 บาทขึ้นไป และชุดพรีเมียมอย่าง The Imperial Set ราคาประมาณ 3,680 บาท

Sumi Tei Yakiniku

เวลาทำการ

จ.-ศ. 17:00–23:00 น.

ส.-อา. 12:00–23:00 น.

ที่อยู่

Marche Thonglor Room, Marche Thonglor, 2nd Floor Building B 144, Number THL02LS205, แขวงคลองตันเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพมหานคร 10110

20. Omi Beef OKAKI

ที่นี่ เป็นร้านอาหารญี่ปุ่นที่เสิร์ฟเนื้อโอมิอย่างเป็นทางการที่ได้รับการรับรองจากรัฐบาลญี่ปุ่น เนื้อโอมิเป็นหนึ่งในสามเนื้อวากิวสุดยอดของญี่ปุ่น และเป็นแบรนด์เนื้อที่เก่าแก่ที่สุดของญี่ปุ่นด้วย จุดเด่นที่ทำให้เนื้อโอมิของร้านนี้สุดยอดคือความนุ่มละมุนเป็นพิเศษ ทำให้เนื้อวากิวละลายในปากตั้งแต่คำแรกที่สัมผัส เมนูที่ห้ามพลาดคือ Omi Beef Hamburg ที่หลายคนยกให้เป็นแฮมเบิร์กที่ดีที่สุดเท่าที่เคยกินมา เพราะเนื้อชุ่มฉ่ำ หอมมันวากิว หรือจะลองเมนูย่างที่ย่างเนื้อบางๆ บนเตาแล้วจุ่มไข่ดิบ ก็ฟินแบบสุดๆ ที่นี่พนักงานยังคอยบริการปิ้งย่างให้ด้วย ทำให้เราได้ทานเนื้อที่สุกกำลังดีทุกชิ้น ร้านตั้งอยู่ในโครงการ 9:53 Community Mall ซอยสุขุมวิท 53 ราคาต่อหัวสำหรับมื้อกลางวันเซ็ตมื้อกลางวันเริ่มต้น 500-1,000 บาท ส่วนมื้อเย็นแบบจัดเต็มเนื้อพรีเมียมจะมากกว่า 1,000 บาทขึ้นไป

Omi Beef OKAKI

เวลาทำการ

จ.,ศ.-อา. 11:30–14:30 น. และ 17:00–23:30 น.

อ.-พฤ. 11:30–14:00 น. และ 17:00–23:30 น.

ที่อยู่

9:53 Community mall , 124 Sukhumvit Road, ซ. สุขุมวิท 53 แขวงคลองตันเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพมหานคร 10110

21. Tamaruya Honten Asoke

Tamaruya Honten คือ ร้านยากินิกุสุดพรีเมียมในตำนานที่ย้ายจากอิเซตันมาเปิดใหม่ที่อโศก และยังคงเป็นขวัญใจของคนรักเนื้อวากิวเหมือนเดิม ร้านนี้โดดเด่นไม่เหมือนใครตรงที่เขานำเสนอศิลปะการกินเนื้อย่างคู่กับวาซาบิสดที่ฝนมาให้ใหม่ๆ ซึ่งจะหอมละมุน ไม่ฉุนขึ้นจมูกเหมือนวาซาบิสำเร็จรูป จุดเด่นของร้านคือการคัดสรรเนื้อวากิวคุณภาพสูง เฉพาะ Kagoshima Premium Wagyu Set ที่ลายสวยน่าทานมาก ตัวเนื้อมีมันแทรกกำลังดี ย่างบนตะแกรงพิเศษที่นำเข้าจากญี่ปุ่น ทำให้เนื้อสุกทั่วถึงและดึงความหอมหวานออกมาได้อย่างเต็มที่ เมนูที่หลายคนชื่นชอบคือลิ้นวัว ที่ให้เท็กซ์เจอร์หนึบกรุบๆ เคี้ยวเพลินสุดๆ นอกจากนี้ยังมีเมนูซุปหางวัว และข้าวผัดกระเทียมที่อร่อยลงตัวมากๆ ร้านตั้งอยู่ที่อาคารฟิโก้ เพลส (Fico Place) ราคาต่อหัวประมาณ 1,000 บาทขึ้นไป

Tamaruya Honten Asoke

เวลาทำการ

จ.-ศ. 11:30–15:30 น. และ 17:30–22:30 น.

ส.-อา. 11:30–22:30 น.

ที่อยู่

อาคารฟิโก้ เพลส 18/8 ซอย สุขุมวิท 21 แขวงคลองเตยเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพมหานคร 10110

22. YAKINIKU MASTER SHOUTAIAN

YAKINIKU MASTER SHOUTAIAN ร้าน ยากินิกุที่การันตีความพรีเมียม เพราะเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านยากินิกุตัวจริง มีความรู้ความเข้าใจในเนื้อวัวแต่ละส่วนอย่างลึกซึ้ง จุดเด่นที่ทำให้ร้านนี้ไม่ธรรมดาคือการเสิร์ฟเนื้อวากิว A5 เกรดหายากอย่าง เนื้อมัตสึซากะ (Matsusaka Wagyu) ซึ่งเป็นหนึ่งในเนื้อที่ดีที่สุดของญี่ปุ่น ที่นี่มีเมนูให้เลือกหลากหลาย ทั้งแบบอะลาคาร์ท คอร์สเนื้อสุดหรูหรา และที่ว้าวไปกว่านั้นคือบางช่วงเขามีบุฟเฟต์เนื้อวากิว A5 ให้ได้จัดเต็มแบบไม่อั้นด้วย เมนูซิกเนเจอร์ที่ควรลองคือ Yaki Suki 10 Seconds ที่นำเนื้อไปย่างเร็วๆ แล้วจุ่มไข่ดิบ หรือ Wagyu Sushi ที่ท็อปด้วยอูนิและไข่ปลาแซลมอนสุดหรู ร้านตั้งอยู่ในโรงแรม Nikko Bangkok ทองหล่อ ราคาต่อหัวสำหรับเซ็ตมื้อกลางวันเริ่มต้นประมาณ 890++ บาท ส่วนมื้อเย็นแบบอะลาคาร์ท หรือคอร์สราคาจะมากกว่า 1,000 บาทขึ้นไป

YAKINIKU MASTER SHOUTAIAN

เวลาทำการ

ทุกวัน 11:30–15:00 น. และ 17:00–22:30 น.

ที่อยู่

27 Hotel Nikko Bangkok,3rdFloor,315 Room, ถ. ทองหล่อ klongton-nua, เขตวัฒนา กรุงเทพมหานคร 10110

23. Wagyu Kurabu By AAN Foods

ร้านอาหารญี่ปุ่นแห่งนี้เป็นที่พูดถึงอย่างมากในฐานะร้านบุฟเฟต์ยากินิกุพรีเมียมที่เน้นเนื้อวากิวจากญี่ปุ่น จุดเด่นที่ทำให้ร้านนี้โดนใจคือตัวเลือกบุฟเฟต์ที่มีความคุ้มค่า เฉพาะแพ็กเกจพรีเมียมที่คุณจะได้จัดเต็มเนื้อวากิวเกรด A4 และ A5 หลากหลายส่วนแบบไม่อั้น เนื้อวากิวของที่นี่ลายสวยงาม เนื้อนุ่มละมุน ละลายในปาก แถมยังมีใบรับรองเป็นผู้จำหน่ายเนื้อ Hitachi Wagyu อย่างเป็นทางการอีกด้วย นอกเหนือจากเนื้อแล้ว บุฟเฟต์ยังมีซีฟู้ดสดๆ เช่น โฮตาเตะ ซูชิ และซาชิมิคุณภาพดีให้เลือกทานได้แบบจุกๆ ตลอด 2 ชั่วโมง ร้านมีบรรยากาศทันสมัย การตกแต่งสวยงามสไตล์ญี่ปุ่น พนักงานบริการดีเยี่ยม ถึงแม้จะเป็นร้านบุฟเฟต์แต่คุณภาพเนื้อยังอยู่ในระดับที่น่าประทับใจมากๆ ร้านตั้งอยู่ที่ชั้น G ใน Phoenix Big C ราคาต่อหัวสำหรับบุฟเฟต์เริ่มต้นประมาณ 999-1,461 บาท สำหรับชุดเนื้อวากิว A4 และ A5

Wagyu Kurabu By AAN Foods

เวลาทำการ

ทุกวัน 10:00–21:00 น.

ที่อยู่

ชั้น G ห้าง PHENIX Pratunam 604/3 ซอย ราชเทวี แขวงถนนเพชรบุรี เขตราชเทวี กรุงเทพมหานคร 10400

24. YAKINIKU MAEDA MINARI

YAKINIKU MAEDA MINARI ร้านสไตล์ปิ้งย่างร้านนี้ยังคงความพรีเมียมของเนื้อวากิวเกรด A4 และ A5 จากเมืองมิยาซากิไว้ครบถ้วน แต่เพิ่มเติมคือการคอลแลบเมนูใหม่ๆ ที่น่าสนใจมากขึ้น จุดเด่นของร้านคือคุณภาพเนื้อที่คัดมาอย่างดี เฉพาะเนื้อ Kuroge Wagyu ที่มีลายไขมันสวย นุ่มละลายในปาก เมนูที่ไม่ควรพลาดคือเซ็ตเนื้อรวมที่ให้คุณได้ลองเนื้อหลายส่วนหายาก และเมนูข้าวหน้าเนื้อวากิว (Wagyu Don) ที่เสิร์ฟมาในกระทะร้อนพร้อมไข่แดงเยิ้มๆ ให้เราคลุกเคล้าเอง ซึ่งเป็นเมนูที่อร่อยและถ่ายรูปสวยมาก ที่สำคัญคือที่นี่ใช้ข้าวโฮชิฮิคาริ ซึ่งเป็นข้าวญี่ปุ่นคุณภาพดีที่สุด ทำให้รสชาติอร่อยยิ่งขึ้น สาขานี้ตั้งอยู่ใน Nihonmachi Mall ที่สุขุมวิท 26 ร้านนี้เหมาะสำหรับทั้งมื้อกลางวันและมื้อเย็น เพราะมีเซ็ตมื้อกลางวันราคาเริ่มต้นที่คุ้มค่ามาก ราคาต่อหัวสำหรับเซ็ตมื้อกลางวันเริ่มต้นประมาณ 500-1,000 บาท ส่วนมื้อเย็นแบบอะลาคาร์ท หรือเซ็ตพรีเมียมจะมากกว่า 1,000 บาท

YAKINIKU MAEDA MINARI

เวลาทำการ

จ.,พ.-อา. 12:00–15:00 น. และ 17:00–23:00 น., ปิดทุกวันอังคาร

ที่อยู่

ชั้น1 ห้องเลขที่ 103-104 โครงการ Nihon Machi 115 สุขุมวิท 26 แขวงคลองตัน เขตคลองเตย กรุงเทพมหานคร 10110

25. Tetsu Yakiniku

ร้านยากินิกุที่ขึ้นชื่อเรื่องการคัดสรรวัตถุดิบระดับพรีเมียมจากญี่ปุ่น โดยเฉพาะเนื้อวากิวโอมิ (Omi Wagyu) จุดเด่นของร้านนี้คือชุดเนื้อ Omi Wagyu Moriawase ที่จัดเต็มเนื้อโอมิ A5 ถึง 5 ส่วนหายาก ซึ่งเนื้อจะมีไขมันแทรกเยอะ นุ่มละมุนจนละลายในปาก ย่างบนเตาถ่านแล้วจะได้กลิ่นหอมรมควันอ่อนๆ เมนูเด็ดอีกอย่างที่สายเนื้อต้องลองคือ Double Trouble Sashimi ที่เป็นเนื้อวากิวเสิร์ฟคู่กับไข่หอยเม่นสุดหรู นอกจากนี้ยังมีเมนูซุปเนื้อตุ๋นที่รสชาติเข้มข้น กลมกล่อมมาก ร้านตั้งอยู่บนชั้น 5 ของ Central Embassy ราคาต่อหัวค่อนข้างสูง เฉลี่ยประมาณ 2,000 บาทขึ้นไปต่อคน

Tetsu Yakiniku

เวลาทำการ

ทุกวัน 11:00–22:00 น.

ที่อยู่

1453 ถนน เพลินจิต แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร 10330